zeiss featured

เลนส์ ZEISS กับ Essilor ต่างกันยังไง เลือกให้เหมาะกับการใช้งานจริง

ถ้าถามแบบที่ร้านแว่นตอบกันตรงๆ เลย เลนส์ ZEISS กับ Essilor ต่างกันที่แนวทางออกแบบเลนส์และชุดสเปกที่เอามาเทียบจริงเวลาตัดแว่นใช้งานประจำวัน ถ้าขับรถ ทำงานหน้าจอ และอยากได้ภาพคมพร้อมลดแสงรบกวน ZEISS มักเด่นเรื่องงานโค้ตติ้งและความนิ่งของภาพ ส่วน Essilor มักมีตัวเลือกหลากหลายให้เทียบตามงบและนิสัยการใส่แว่นของแต่ละคน

คำตอบสั้นๆ คือดูจากงานที่ใช้แว่นมากที่สุดก่อน ถ้าเน้นขับรถกลางวัน-กลางคืน ทำงานหน้าจอ และต้องการฟีลภาพสะอาดตา ให้เลือกฝั่งที่สเปกการลดแสงสะท้อนและการเคลือบผิวตรงกับงานจริงก่อนชื่อแบรนด์ ถ้าอยากเทียบตัวเลือกของ ZEISS แบบลงลึก สามารถเริ่มจากหน้า เลนส์ ZEISS แล้วค่อยดูว่ารุ่นไหนคุ้มกับพฤติกรรมการใช้งาน

ZEISS กับ Essilor ต่างกันตรงไหนในงานขับรถและทำงานหน้าจอ

คนขับรถจะรู้สึกต่างก่อนคนอื่น เพราะแสงไฟหน้ารถ ป้ายถนน และจอมือถือในรถทำให้แสงสะท้อนกวนตาได้ง่าย เลนส์ที่เคลือบผิวดีจะช่วยลดแสงฟุ้ง ทำให้ตัวอักษรและเส้นขอบคมขึ้นโดยไม่ต้องเพ่งมาก จุดนี้คือเหตุผลที่ร้านแว่นมักให้ลองมองป้ายไฟกับแสงสะท้อนจริงบนกรอบก่อนปิดงาน

ถ้าใช้หน้าจอทั้งวัน คำถามไม่ใช่ชื่อแบรนด์อย่างเดียว แต่คือเลนส์ตัวนั้นลดแสงสะท้อนจากจอได้ดีแค่ไหน ตัดสีเหลืองเกินไปหรือไม่ และให้ความสบายตาหลังใส่นานหลายชั่วโมงหรือเปล่า ZEISS และ Essilor มีไลน์เลนส์ที่ตอบโจทย์ต่างกันในรายละเอียดนี้ จึงควรเทียบจากรุ่นและโค้ตติ้ง ไม่ใช่เทียบจากชื่อบนกรอบใบเดียว

สำหรับผู้ใช้งานในกรุงเทพ เรื่องเล็กๆ อย่างไฟหน้ารถติดตอนค่ำหรือการขึ้นลง BTS ระหว่างแดดแรงกับอาคารมืดทำให้เลนส์ที่คุมแสงสะท้อนได้ดีรู้สึกต่างชัดกว่าที่คิด ร้านแว่นที่ดีจะให้ลองใส่แล้วเดินไปหน้ากระจก ดูทั้งมุมก้ม มุมเงย และมุมที่กรอบเลื่อนลงจมูกเล็กน้อยก่อนสรุปสเปก

สรุปแบบตัดสินใจเร็วว่าใครเหมาะกับ ZEISS และใครเหมาะกับ Essilor

ถ้าต้องการคำตอบแบบตัดสินใจเร็ว ให้ดูแบบนี้ ZEISS เหมาะกับคนที่ให้ค่าน้ำหนักกับความคมของภาพ งานลดแสงสะท้อน และฟีลใส่แล้วภาพนิ่ง ส่วน Essilor เหมาะกับคนที่อยากมีตัวเลือกหลายระดับเพื่อคุมงบและเทียบสเปกจากรุ่นต่อรุ่น จุดชี้ขาดคือการใช้งานจริง ไม่ใช่โลโก้บนโฆษณา

มุมร้านแว่นจะมองอีกแบบหนึ่ง คือถ้าใบหน้ามีจุดรับน้ำหนักไม่พอดี ต่อให้เลนส์ดีมากก็ยังใส่ไม่สบาย เพราะภาพจะสั่นเมื่อกรอบไหลลงมาเล็กน้อย เวลาเลือกเลนส์จึงต้องดูพร้อมกรอบและจุดวางสันจมูกเสมอ เลนส์ดีเหมือนรองเท้าวิ่งคู่แพง ถ้าขนาดไม่พอดีก็วิ่งไม่ลื่นอยู่ดี

ZEISS เด่นเมื่ออยากได้ความนิ่งของภาพและโค้ตติ้งที่ชัด

ZEISS มักเป็นตัวเลือกที่คนมองหาความคม ความนิ่ง และความสบายตาหลังใส่นานๆ เลือกกันบ่อย โดยเฉพาะคนที่ขับรถกลางคืนหรือทำงานเอกสารบนจอทั้งวัน จุดที่ควรเช็กคือระดับการลดแสงสะท้อน ความทนรอย และการกรองแสงที่เกี่ยวข้องกับงานหน้าจอ ไม่ใช่ดูแค่ชื่อซีรีส์อย่างเดียว

ในร้านแว่นจริง ช่างจะดูเพิ่มอีก 3 เรื่อง คือค่าสายตา การเทหน้ากรอบ และความสูงจุดมองผ่านเลนส์ เพราะเลนส์ดีแค่ไหนก็ยังต้องเข้ากับท่าทางการมองของผู้ใช้ ถ้าช่วงคอเริ่มก้มมากเวลาทำงาน หน้าต่างการมองของเลนส์ต้องช่วยลดการขยับหัว ไม่ใช่บังคับให้ผู้ใช้ปรับตัวตลอดเวลา

Essilor เด่นเมื่ออยากได้ตัวเลือกหลากหลายและคุมงบเป็นชั้นๆ

Essilor มักถูกหยิบมาเทียบเพราะมีหลายระดับให้เลือก ตั้งแต่รุ่นพื้นฐานไปจนถึงรุ่นที่เน้นภาพสบายตาและการใช้งานเฉพาะทาง คนที่ยังไม่แน่ใจว่าสวมแว่นทั้งวันหรือเฉพาะตอนทำงาน มักเริ่มจากรุ่นที่ดูคุ้มค่า แล้วค่อยไล่สเปกขึ้นเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจริง

ถ้าต้องการเทียบสองค่ายแบบไม่หลงทาง ให้ถามร้านตรงๆ ว่ารุ่นไหนต่างกันที่โค้ตติ้ง รุ่นไหนต่างกันที่การคุมสี และรุ่นไหนต่างกันที่การรับประกันหรือบริการหลังการขาย คำตอบพวกนี้มีผลต่อการใช้งานจริงมากกว่าชื่อซีรีส์บนโบรชัวร์ และมักเป็นตัวตัดสินในวันลองแว่น

เปรียบเทียบสเปกที่ควรดูจากร้านแว่นก่อนตัดสินใจ

การเทียบเลนส์ให้ดีต้องมองอย่างน้อย 3 ชั้น ชั้นแรกคือโครงสร้างเลนส์ว่ารองรับค่าสายตาและการใช้งานแบบไหน ชั้นที่สองคือชั้นเคลือบผิวที่มีผลกับแสงสะท้อนและรอยขีด ชั้นที่สามคือการปรับกับกรอบและใบหน้าจริง เพราะ 2 อย่างแรกดีแต่ถ้ากรอบไม่พอดี ภาพก็ยังไม่สบายตา

ร้านที่คุยสเปกเก่งจะไม่พูดกว้างๆ ว่าเลนส์ตัวนี้ดีสุด แต่จะไล่ให้ดูว่ามีการลดแสงสะท้อนระดับไหน กรองแสงสีฟ้าแบบใด และชั้นกันรอยทำงานต่างจากรุ่นอื่นอย่างไร ผู้ใช้งานควรถามเพิ่มว่าโค้ตติ้งนั้นเหมาะกับการเช็ดบ่อยไหม เพราะคนที่ใส่ทำงานทั้งวันมักเช็ดเลนส์วันละหลายครั้ง

อีกจุดที่คนมองข้ามคือความหนาและน้ำหนักที่สัมพันธ์กับกรอบ ถ้าเลนส์หนาเกินกับกรอบบาง กรอบจะเสียสมดุลและกดจมูกง่าย ร้านแว่นจึงต้องวัดรวมกัน ไม่ใช่เลือกเลนส์ก่อนแล้วค่อยหาเฟรมทีหลัง การทำงานแบบนี้ช่วยลดการแก้ปัญหาหลังรับแว่นไปแล้ว

เรื่องโครงสร้าง 3 ชั้นที่ใช้คุยกันในร้าน แยกง่ายๆ ได้เป็นชั้นเนื้อเลนส์ ชั้นโค้ตติ้ง และชั้นป้องกันผิวชั้นนอก ถ้ารุ่นไหนมีชั้นใดชั้นหนึ่งบางกว่าหรือทำหน้าที่ไม่ครบ ก็จะเห็นผลตอนใช้งานจริง เช่น แสงสะท้อนจากโคมไฟในห้องประชุม ภาพฟุ้งตอนขับรถ หรือรอยผ้าเช็ดที่ขึ้นง่ายกว่าเดิม

ระยะเวลาปรับตัวและอาการที่เจอได้ในช่วงแรก

ช่วงปรับตัวของเลนส์ใหม่มักอยู่ราว 3-7 วัน และบางคนต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ถ้าเป็นเลนส์ที่เปลี่ยนฟีลภาพชัดกว่าปกติ ช่วงนี้ไม่ควรตัดสินจากการลองใส่เพียงไม่กี่นาทีในร้าน เพราะสมองยังไม่คุ้นกับภาพใหม่ ต้องให้เวลาร่างกายเก็บข้อมูลจากการเดินจริง ขึ้นลงบันไดจริง และขับรถจริง

อาการที่พบได้คือรู้สึกภาพแปลกเล็กน้อยตอนก้มเงย มึนเล็กน้อยช่วงแรก หรือเผลอเงยคางเพื่อหาโฟกัส ถ้าอาการแรงเกินไป ร้านแว่นต้องกลับมาตรวจจุดศูนย์สายตาและความสูงของกรอบทันที เพราะบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เลนส์ แต่อยู่ที่การตั้งกรอบไม่ตรงกับการมองของผู้ใช้

ในชีวิตจริง การปรับตัวไม่เหมือนกันทุกคน คนที่เคยใส่แว่นเดิมมานานจะรู้สึกต่างนานกว่าเล็กน้อย ส่วนคนที่เปลี่ยนจากแว่นเก่าไปรุ่นที่โค้ตติ้งดีขึ้นมักชอบภาพสะอาดตาทันที แต่ก็อาจต้องใช้เวลาคุ้นกับความใสของเลนส์ใหม่มากกว่าที่คิด

เช็กลิสต์ 5 ข้อก่อนเลือกลนส์จากร้านแว่น

ก่อนจ่ายเงิน ให้เช็ก 5 ข้อนี้เสมอ ข้อแรกคือค่าสายตาและพฤติกรรมใช้งานจริง ข้อสองคือระดับลดแสงสะท้อน ข้อสามคือการกรองแสงสีฟ้าตามงานหน้าจอ ข้อสี่คือชั้นกันรอยและการดูแลในชีวิตประจำวัน ข้อห้าคือกรอบแว่นต้องรับน้ำหนักเลนส์ได้พอดี ถ้าขาดข้อไหนไป โอกาสใส่แล้วไม่ลงตัวจะสูงขึ้นทันที

ถ้าอยากโยงกลับไปดูรายละเอียดของฝั่ง ZEISS แบบจริงจัง ใช้หน้า เลนส์ ZEISS เป็นจุดเริ่ม แล้วค่อยเทียบรุ่นย่อยกับสิ่งที่ต้องใช้ทุกวัน ร้านแว่นที่ดีจะไม่เร่งให้เลือกจากคำโฆษณา แต่จะถามก่อนว่าใช้จอวันละกี่ชั่วโมง ขับรถกลางคืนบ่อยไหม และชอบกรอบน้ำหนักเบาหรือกรอบที่นิ่งกว่า

ถ้าคำตอบยังไม่ชัด ให้ลองวางแว่นบนหน้าแล้วส่องกระจก 2 นาที ดูว่ากรอบไหลลงจมูกไหมและแสงสะท้อนจากไฟเพดานเข้าตาหรือเปล่า รายละเอียดเล็กๆ แบบนี้มักบอกอนาคตการใส่แว่นได้ดีกว่าตารางสเปกที่อ่านเร็วๆ

ท้ายที่สุด ควรเริ่มจากงานที่ใช้แว่นมากที่สุด ถ้าส่วนใหญ่คือขับรถและทำงานหน้าจอ เลือกสเปกที่คุมแสงสะท้อนและภาพนิ่งเป็นหลัก ถ้าส่วนใหญ่คือใส่หลากหลายสถานการณ์และอยากคุมงบเป็นชั้นๆ ก็ให้เทียบตัวเลือก Essilor ที่ตรงระดับการใช้งาน แล้วค่อยตัดสินใจที่ร้านหลังลองจริง

สรุปแบบจำง่าย

ZEISS เหมาะกับคนที่อยากได้ภาพคมและสบายตาเมื่อใช้แว่นจริงทุกวัน โดยเฉพาะงานขับรถและหน้าจอ ส่วน Essilor เหมาะกับคนที่ต้องการตัวเลือกหลายระดับและคุมงบแบบไล่สเปกได้ ถ้าจะตัดสินให้แม่น ให้ดูโค้ตติ้ง การกรองแสงสีฟ้า การกันรอย และการตั้งกรอบร่วมกัน ไม่ใช่ดูชื่อแบรนด์อย่างเดียว

ถ้าต้องการสเปกที่คุยต่อหน้าช่างแว่นได้ง่าย ให้จำไว้ว่าเลนส์ดีต้องตอบงานจริง 4 เรื่อง คือภาพคม ลดแสงสะท้อน ทนการเช็ด และเข้ากับกรอบ ถ้าสี่อย่างนี้ผ่าน โอกาสใส่สบายจะสูงขึ้นมาก และการตัดเลนส์รอบนั้นจะจบเร็วขึ้นด้วย

แหล่งอ้างอิง

  1. ZEISS Vision Care - Progressive Lens Technology, Carl Zeiss AG
  2. Digital Eye Strain Report (2016), The Vision Council
  3. Impact of polarized lenses on driving safety (2019), Journal of Safety Research
  4. Comparison of progressive addition lenses by quantitative comparison of visual acuity, reading speed, and satisfaction (2009), Optometry and Vision Science
  5. Effect of photochromic spectacle lenses on visual performance in sunlight (2017), Clinical and Experimental Optometry
ZEISS Certified Partner

เลนส์คุณภาพจากเยอรมนี

รับประกันค่าสายตา 90 วัน

เปลี่ยนเลนส์ฟรีถ้าค่าสายตาไม่ตรง

ของแท้ 100%

พร้อมใบรับประกัน 1 ปี

ชำระเงินปลอดภัย

บัตรเครดิต / โอนเงิน / ผ่อน 0%

All Languages Welcome แชทกับเรา