eyeglasses featured

Garrett Leight vs Mykita ต่างกันยังไง เลือกให้เหมาะกับหน้าและการใส่

ถ้าอยากได้กรอบที่ใส่ทั้งวันในออฟฟิศ คำตอบสั้นๆ คือ Garrett Leight จะให้ฟีลนุ่มกว่า ใส่ง่ายกว่าในชีวิตประจำวัน ส่วน Mykita จะเด่นที่ความเบา ความเนี้ยบ และงานโลหะที่คมกว่า ที่ร้านเรามักให้ลองเทียบหน้ากระจกจริงทันที เพราะคนที่สลับหน้าจอกับประชุมบ่อยมักชอบคนละทางกันตามหน้าและสะพานจมูก การดูรูปอย่างเดียวไม่ค่อยพอ

สรุปเร็ว: ใครควรเริ่มดูแบรนด์ไหนก่อน

ถ้าต้องการกรอบที่ดูเป็นมิตร ใส่กับเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อยืดได้ง่าย และยังพอมีความเป็นแฟชั่นแบบไม่แข็ง Garrett Leight มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะหลายรุ่นใช้ acetate ให้ฟีลอุ่นและนุ่มกับใบหน้า ถ้าชอบกรอบที่เบา เนี้ยบ และภาพรวมดูเทคนิคัลมากกว่า Mykita มักตอบโจทย์กว่า โดยเฉพาะคนที่ชอบทรง metal หรือทรงผสมที่บางและคม

rule-of-thumb แบบร้านแว่นคือ คนหน้าเล็ก หน้าทรงนุ่ม หรืออยากได้กรอบที่เข้ากับลุคทุกวันให้เริ่มลอง Garrett Leight ก่อน ส่วนคนที่ไม่ชอบกรอบหนัก ไม่ชอบก้านหนา หรือรู้สึกว่ากรอบอะซิเตตทำให้หน้าดูตัน ให้เริ่มดู Mykita ก่อน แล้วค่อยเทียบความรู้สึกตอนก้ม พูด และหันหน้าไปมา เพราะกรอบที่สวยตอนยืนเฉยๆ อาจไม่สบายตอนใช้งานจริง

มุมของร้านแว่นที่เห็นบ่อยคือ ลูกค้าที่เลือกจากภาพในมือถืออย่างเดียวมักจบด้วยกรอบที่กว้างเกินไปหรือสะพานจมูกไม่พอดี พอลองหน้ากระจกจริง จะเห็นทันทีว่ากรอบไหลลงหรือชนแก้มตรงไหน ถ้าอยากดูหมวดแว่นสายตาเพิ่มเติม ควรเปิดหน้า แว่นสายตา ไว้เทียบกับรุ่นที่ชอบ เพื่อดูว่าทรงไหนคุยกับหน้าได้จริง ไม่ใช่แค่ดูดีในภาพนิ่ง

วัสดุกรอบต่างกันยังไง: acetate กับ metal

กรอบสองค่ายนี้มักพาไปคนละทางเรื่องวัสดุ Garrett Leight เจอได้บ่อยกับ acetate ที่ให้มวลและสีชัด ดูมีตัวตนบนหน้า ขณะที่ Mykita เด่นกับ metal หรือไฮบริดที่ทำให้กรอบบางลงและลดความรู้สึกหนาใต้คิ้ว ความต่างตรงนี้ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่มันเปลี่ยนวิธีที่แว่นนั่งบนสันจมูกและกระจายน้ำหนักไปทั้งใบหน้า

ถ้าอธิบายแบบง่ายๆ acetate เหมือนเก้าอี้ไม้บุผ้า มันให้ความรู้สึกอุ่น แน่น และมีชิ้นงานอยู่บนหน้า ส่วน metal เหมือนเก้าอี้เหล็กบางที่ขึ้นรูปพอดีตัว ถ้าทำดีจะเบาและประณีตมาก แต่ถ้าฟิตไม่ตรงก็รู้สึกได้ทันที จุดที่ต่างกันจริงคือ acetate มักให้ภาพลุคหนักแน่นกว่า ส่วน metal มักให้ภาพที่ลื่นตาและเปิดพื้นที่ให้หน้าเห็นชัดกว่า

เรื่องน้ำหนักก็ต้องมองคู่กับโครงสร้าง ไม่ใช่ดูแค่ว่าอะซิเตตหนักกว่าเสมอไป เพราะรุ่นบางรุ่นที่ออกแบบดีสามารถบาลานซ์น้ำหนักได้ดีมาก แต่ในชีวิตจริงถ้าใส่ทั้งวัน คนส่วนใหญ่จะรู้สึกถึงแรงกดบนจมูกและหลังหูจากรูปทรงก่อนจะรู้สึกถึงตัวเลขน้ำหนักด้วยซ้ำ เวลามีคนลองแว่นที่ร้าน เราจะดูรอยกดหลังถอดแว่นกับดูว่ากรอบขยับตอนก้มหน้ามือถือหรือเปล่า

ถ้าอยากหาแหล่งเทียบกรอบแบรนด์ให้ครบ ควรเปิดหน้า แว่น Garrett Leight และหน้า แว่น Mykita ไปพร้อมกัน แล้วอ่านฟีลของทรงกับวัสดุคู่กับหน้า ไม่ต้องยึดว่ากรอบแพงกว่าจะใส่สบายกว่าเสมอ เพราะความสบายเกิดจากการแมตช์ระหว่างโครงหน้า สะพานจมูก และความโค้งของก้านมากกว่าป้ายชื่อแบรนด์

ลองกรอบจริงต้องเช็กอะไรบ้าง

ความกว้างหน้า

จุดแรกคือความกว้างหน้า กรอบไม่ควรพ้นขมับมากจนเหมือนยืดออก หรือแคบจนกดข้างหน้าและทำให้แก้มดันกรอบขึ้น ถ้าคนใส่แล้วเผลอมองกระจกบ่อยเพราะรู้สึกกรอบดันข้างหน้า นั่นคือสัญญาณว่าไซส์ยังไม่พอดี ร้านแว่นมักดูเส้นกรอบกับแนวคิ้วเป็นหลักก่อน จะเห็นง่ายว่าทรงนั้นสมดุลหรือไม่

ระดับสะพานจมูก

จุดที่สองคือระดับสะพานจมูก ถ้าสะพานสูงเกินไป กรอบจะไหลลงเมื่อก้มหน้า ถ้าต่ำเกินไปจะกดและทิ้งรอยแดงเร็ว คนเอเชียจำนวนมากมีปัญหานี้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเวลาลอง metal frame ที่รองจมูกเล็กๆ ต้องดูว่ารองจมูกรับน้ำหนักพอดีไหม ไม่ใช่แค่ติดหน้าแล้วจบ

ความยาวขาแว่น

จุดที่สามคือความยาวขาแว่น ขาสั้นไปจะดันหู ขายาวไปจะทำให้กรอบโยก เวลาเดินขึ้นลงบันไดหรือยกโทรศัพท์โทรนานๆ จะรู้สึกได้ทันที การเช็กเรื่องนี้ในร้านสำคัญมาก เพราะพอเริ่มใส่ไปทำงานจริง ร่างกายไม่ได้อยู่นิ่งเหมือนตอนยืนส่องกระจก

สามจุดนี้คือ checklist ที่ควรทำทุกครั้งก่อนตัดสินใจ ลองเอียงหน้า พยักหน้า ยิ้ม และก้มอ่านจอ ถ้ากรอบยังนิ่ง สะพานไม่ไถล และขาไม่บีบหู แปลว่าเริ่มใกล้ตัวเลือกที่ใช่แล้ว ถ้าเลือกจากรูปอย่างเดียว มักเจอปัญหาทีหลังมากกว่า โดยเฉพาะคนที่ใส่แว่นทั้งวันในออฟฟิศ

ร้านแว่นที่ดีจะไม่เร่งให้เลือกจากสเปกบนกระดาษอย่างเดียว แต่จะให้ลองหลายทรงต่อหน้าแสงจริงและดูจากมุมข้างด้วย บางคนหน้ากลมแต่ต้องการลุคคมขึ้น บางคนหน้าผากกว้างแต่แคบตรงแก้ม ทำให้ทรงที่คิดว่าใช่กลับไม่ใช่ พอมีแสงธรรมชาติและกระจกบานใหญ่จะเห็นสัดส่วนจริงชัดกว่าไฟหน้าร้าน

ใส่ทั้งวันในงานออฟฟิศควรเลือกแบบไหน

ถ้าเป้าหมายคือใส่ทั้งวันในงานออฟฟิศ คนส่วนใหญ่สบายกับกรอบที่น้ำหนักสมดุลและไม่บีบขมับเกินไป Mykita มักเด่นในงานนี้เพราะฟีลเบาและบาง เหมาะกับคนที่ต้องสลับจอไปประชุมไปทั้งวัน แต่ถ้าชอบกรอบที่ให้ลุคอบอุ่นขึ้นและยังอยากได้ภาพลักษณ์ชัดบนหน้า Garrett Leight ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดี โดยเฉพาะถ้าเลือกทรงที่ไม่หนาเกิน

สิ่งที่ทำให้ใส่ทั้งวันสบายจริงๆ คือความสัมพันธ์ระหว่างกรอบกับเลนส์ด้วย ถ้าเลนส์หนาหรือศูนย์กลางไม่ตรงกับใบหน้า ต่อให้กรอบดีแค่ไหนก็ยังรู้สึกฝืนได้ ร้านแว่นจึงต้องดูทั้งทรงกรอบและตำแหน่งการวางเลนส์พร้อมกัน ลูกค้าที่สลับอ่านเอกสารกับจอคอมบ่อยจะรู้สึกต่างชัดมากเมื่อกรอบนิ่งและมุมมองไม่ต้องชดเชยตลอดเวลา

มีอีกมุมที่คนมักมองข้ามคือการถอดและใส่ระหว่างวัน กรอบ acetate ให้ความรู้สึกมั่นคงตอนจับ แต่ถ้าหน้าแคบอาจต้องเช็กขาแว่นให้ดี ส่วน metal ที่เบามักสบายเวลาใส่นาน แต่ถ้ารองจมูกไม่พอดีก็จะกลายเป็นรำคาญแบบค่อยๆ สะสม ดังนั้นคำตอบไม่ได้อยู่ที่ชื่อวัสดุอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าใครกำลังเอากรอบไปใช้กับจังหวะชีวิตแบบไหน

ถ้าอยากเทียบกับหมวดสินค้าหลักของร้านแบบกว้างๆ หน้า แว่นสายตา จะช่วยให้เห็นว่ากรอบสายตาไม่ได้มีแค่เรื่องแฟชั่น แต่มีเรื่องฟิตติ้งและงานสายตาอยู่ข้างในด้วย สำหรับคนที่ต้องการตัวเลือกที่เน้นวัสดุเบาและงานประกอบเนี้ยบ Mykita มักทำให้รู้สึกเหมือนแว่นหายไปจากหน้า ส่วน Garrett Leight จะให้ตัวตนของกรอบชัดกว่าเล็กน้อย

หน้าเล็กหรือหน้าใหญ่ควรเริ่มลองอะไร

ถ้าหน้าเล็ก ควรเริ่มจากกรอบที่ไม่กว้างเกินและไม่ลึกเกิน โดยเฉพาะถ้าอยากให้สัดส่วนบนหน้าไม่ถูกกลืนไปกับกรอบ Garrett Leight บางทรงจะช่วยได้เพราะมีฟีลนุ่มและไม่แข็งจนเกินไป แต่ต้องระวังกรอบ acetate ที่หนาเกินจนภาพรวมดูแน่น ส่วน Mykita รุ่นบางจะช่วยให้หน้าเล็กดูโปร่งขึ้นและไม่หนักสายตา

ถ้าหน้าใหญ่หรือมีช่วงคิ้วกว้าง กรอบที่มีโครงสร้างชัดจะช่วยให้หน้าดูมีกรอบและไม่ลอย Mykita บางรุ่นที่มีเส้นสายคมจะทำงานดีมากในจุดนี้ ขณะที่ Garrett Leight รุ่นที่ขอบหนาขึ้นก็ช่วยสร้างบาลานซ์ได้เหมือนกัน สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือกรอบที่แคบจนบีบขมับ เพราะนอกจากไม่สบายแล้ว ยังทำให้ทรงหน้าดูกว้างกว่าเดิมอีก

ในมุมการลองจริง คนหน้าเล็กมักต้องดูให้กรอบไม่ดันคิ้วหรือชนแก้มเวลายิ้ม ส่วนคนหน้าใหญ่ต้องดูว่ากรอบไม่กลืนเข้ากับแนวหน้าเกินไป ถ้าต้องเลือกแบบเร็วๆ ให้จับหลักง่ายๆ ว่า หน้าเล็กเริ่มจากกรอบเบาและไม่ลึกมาก หน้าใหญ่เริ่มจากกรอบที่มีเส้นกรอบชัดและบาลานซ์ดี ทั้งสองฝั่งควรลองทั้งอะซิเตตและเมทัลก่อนตัดสินใจ

ราคาและความคุ้มค่าควรดูจากอะไร

ราคาของกรอบสองแบรนด์นี้มักสะท้อนงานออกแบบ วัสดุ และรายละเอียดฟิตติ้ง มากกว่าคำว่าแพงหรือถูกอย่างเดียว แต่ถ้าเอาไปใช้ทุกวัน ความคุ้มค่าควรวัดจากความถี่ที่หยิบใส่ได้จริง ไม่ใช่จากวันที่ถ่ายรูปลงโซเชียลเท่านั้น กรอบที่อยู่บนหน้าได้ทั้งวันโดยไม่ล้า มักคุ้มกว่ากรอบที่ดูดีมากแต่ใส่แล้วอยากถอดทุกชั่วโมง

ถ้าลูกค้าถามว่าควรจ่ายเพิ่มกับอะไร ตอบตรงๆ คือจ่ายเพิ่มกับการฟิตที่ดีและทรงที่เหมาะกับหน้า ก่อนจ่ายเพิ่มกับชื่อรุ่น เพราะกรอบที่เข้าหน้าและรองจมูกพอดีจะลดโอกาสต้องแก้ทีหลัง ร้านแว่นที่มีขั้นตอนลองจริงจึงสำคัญมากกว่าการเลือกจากภาพสินค้าชัดๆ อย่างเดียว

การดูแลก็ควรคิดไว้ตั้งแต่ซื้อ ถ้าเป็น acetate ให้ระวังความร้อนและการวางในรถ ถ้าเป็น metal ให้เช็กสกรูและจุดพับเป็นระยะ แว่นที่ใส่ทุกวันเหมือนรองเท้าคู่ประจำ ถ้าดูแลถูกวิธี มันจะอยู่กับงานและการเดินทางได้นานกว่าแว่นที่ถูกเก็บแบบลวกๆ

ถ้ากำลังเทียบเพื่อซื้อจริง หน้า แว่น Garrett Leight และ แว่น Mykita ควรถูกอ่านเป็นคนละบุคลิกมากกว่าคนละราคา Garrett Leight มักชนะเรื่องลุคที่อบอุ่นและเข้ากับการแต่งตัวง่าย ส่วน Mykita มักชนะเรื่องความเบาและความประณีตของเส้นสาย คนที่ต้องนั่งหน้าจอหลายชั่วโมงต่อวันมักเอนมาทาง Mykita มากกว่า แต่ถ้าต้องการภาพที่เป็นมิตรกว่ากับการใส่ทุกวัน Garrett Leight จะเข้าทางกว่า

ข้อเข้าใจผิดที่เจอบ่อย

ข้อเข้าใจผิดข้อแรกคือคิดว่ากรอบ metal ต้องบางเสมอถึงจะดี ความจริงคือกรอบ metal ที่ดีต้องบาลานซ์กับรองจมูกและโครงหน้า ถ้าบางแต่ฟิตไม่ดี ก็ยังใส่ลำบากได้ ข้อเข้าใจผิดข้อสองคือคิดว่า acetate จะหนักจนใส่ทั้งวันไม่ได้ ทั้งที่รุ่นที่ออกแบบดีและบาลานซ์ดีสามารถสบายได้มาก โดยเฉพาะเมื่อเข้ากับหน้าและสะพานจมูกพอดี

อีกความเชื่อที่ควรลบออกคือคิดว่ากรอบแพงจะใส่กับทุกหน้าดีกว่าเสมอ ไม่จริงเลย เพราะความพอดีสำคัญกว่าป้ายราคา กรอบที่ดีที่สุดคือกรอบที่ไม่ต้องคอยแก้ตำแหน่งระหว่างวัน ไม่กดหน้า และทำให้คนใส่ลืมไปว่ามันอยู่บนหน้า ถ้าลองแล้วต้องคอยดันขึ้นทุกสิบนาที แปลว่ายังไม่ใช่

ในการเลือกจริง แนะนำให้มองภาพรวมของสามอย่างพร้อมกัน คือวัสดุ ฟิตติ้ง และงานที่จะใช้ ถ้าใช้ในออฟฟิศเป็นหลัก Mykita มักเด่นกว่าในความเบา ถ้าอยากได้ลุคที่มีตัวตนและคุมโทนแฟชั่นง่าย Garrett Leight มักเริ่มได้สวยกว่า ร้านแว่นจะช่วยแปลความต้องการเหล่านี้ให้กลายเป็นทรงที่ลองแล้วเห็นคำตอบบนหน้าเลย ไม่ต้องเดา

สรุปสุดท้ายแบบตรงๆ คือ Garrett Leight เหมาะกับคนที่อยากได้กรอบสายตาใส่ง่าย อบอุ่น และเข้ากับชีวิตประจำวัน ส่วน Mykita เหมาะกับคนที่ให้ค่ากับน้ำหนักเบา ความเนี้ยบ และฟีลที่โปร่งกว่า ถ้าจะเลือกให้ไม่พลาด ให้เอาหน้า สะพานจมูก และขาแว่นเป็นตัวตัดสิน ไม่ใช่ภาพถ่ายสินค้าเพียงอย่างเดียว แล้วค่อยดูว่ากรอบนั้นไปด้วยกันได้กับงานทั้งวันหรือไม่

แหล่งอ้างอิง

  1. ZEISS Vision Care - Progressive Lens Technology, Carl Zeiss AG
  2. Comparison of progressive addition lenses by quantitative comparison of visual acuity, reading speed, and satisfaction (2009), Optometry and Vision Science
  3. Digital Eye Strain Report (2016), The Vision Council
  4. Effect of photochromic spectacle lenses on visual performance in sunlight (2017), Clinical and Experimental Optometry
  5. Impact of polarized lenses on driving safety (2019), Journal of Safety Research
ZEISS Certified Partner

เลนส์คุณภาพจากเยอรมนี

รับประกันค่าสายตา 90 วัน

เปลี่ยนเลนส์ฟรีถ้าค่าสายตาไม่ตรง

ของแท้ 100%

พร้อมใบรับประกัน 1 ปี

ชำระเงินปลอดภัย

บัตรเครดิต / โอนเงิน / ผ่อน 0%

All Languages Welcome แชทกับเรา