ขับรถ ค่าสายตา เท่าไหร่ ถึงต้องใส่แว่น กฎหมายไทย 2026

ขับรถ ค่าสายตา เท่าไหร่ ถึงต้องใส่แว่น กฎหมายไทย 2026

ขับรถ ค่าสายตา เท่าไหร่ถึงต้องใส่แว่น – มาตรฐานกฎหมายไทยที่คนขับรถต้องรู้ 2026

คนส่วนใหญ่รู้ว่าสายตาไม่ดีควรใส่แว่น แต่เมื่อนั่งหลังพวงมาลัยกลับไม่แน่ใจว่า “ค่าสายตาแค่ไหนถึงต้องใส่จริงๆ” กฎหมายไทยกำหนดไว้ชัดเจน และการขับรถโดยไม่มีการแก้ไขสายตาที่เหมาะสมอาจทำให้ใบขับขี่ถูกเพิกถอนหรือที่แย่กว่านั้น คือก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้จริง

มาตรฐานค่าสายตาขับรถตามกฎหมายไทย – ขับรถ ค่าสายตา เท่าไหร่ถึงพอ

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กำหนดมาตรฐานการมองเห็นสำหรับผู้ขอรับใบขับขี่ไว้ดังนี้

  • รถยนต์ส่วนบุคคล: ต้องมีค่าการมองเห็น 20/50 หรือดีกว่า (วัดด้วยสายตาทั้งสองข้างพร้อมกัน) ซึ่งหมายถึงสามารถอ่านตัวอักษรบนแผนภูมิ Snellen ในระยะที่คนสายตาปกติอ่านได้ที่ 50 ฟุต
  • รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (รถบรรทุก, รถโดยสาร): เกณฑ์เข้มข้นกว่า คือ 20/40
  • แว่นตาและคอนแท็กเลนส์: ใส่ได้ระหว่างการทดสอบและขณะขับรถ – ไม่มีกำหนดค่าไดออปเตอร์สูงสุด

จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือกฎหมายไม่ได้ระบุตัวเลขค่าสายตาเป็นไดออปเตอร์ (เช่น -3.00 หรือ -6.00) โดยตรง แต่ใช้มาตรฐานความคมชัดในการมองเห็นแทน สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขในใบวัดสายตาคือ “สายตาที่ได้รับการแก้ไขแล้วดีพอสำหรับการขับรถหรือไม่”

แปลงค่า 20/50 ให้เข้าใจง่าย

20/50 หมายความว่า สิ่งที่คนสายตาปกติมองเห็นได้ที่ระยะ 50 ฟุต (ประมาณ 15 เมตร) เราต้องเข้าไปอยู่ที่ระยะ 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) ถึงจะมองเห็น ในทางปฏิบัติ หากสายตาเป็น 20/50 โดยไม่แก้ไข การอ่านป้ายจราจรระยะ 100 เมตรอาจทำได้ยากหรือไม่ได้เลย

ขับรถ ค่าสายตา สั้น-ยาว-เอียง แต่ละแบบมีผลต่างกันอย่างไร

สายตาสั้น (Myopia) กับการขับรถกลางคืน

สายตาสั้นระดับปานกลาง (-2.00 ถึง -3.00 ไดออปเตอร์) มักยังพอขับกลางวันได้ แต่กลางคืนปัญหาเริ่มปรากฏ แสงไฟหน้ารถกลายเป็นแสงฟุ้ง รัศมีรอบโคมไฟขยายใหญ่ขึ้น ระยะมองเห็นลดลงอย่างเห็นได้ชัด สายตาสั้นตั้งแต่ -1.50 ขึ้นไปควรใส่แว่นขณะขับรถเสมอ โดยเฉพาะหลังพระอาทิตย์ตก

สายตายาว (Hyperopia) กับความเมื่อยล้าบนทางหลวง

สายตายาวในวัยหนุ่มสาวอาจไม่มีอาการเพราะกล้ามเนื้อตาปรับชดเชยได้ตลอดเวลา แต่เมื่อขับรถระยะไกล 2-3 ชั่วโมง กล้ามเนื้อตาล้า ตาพร่ามัว ปวดศีรษะตามมา ค่าสายตายาวตั้งแต่ +2.00 ขึ้นไปในผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไปควรได้รับการแก้ไขก่อนขับระยะไกล

สายตาเอียง (Astigmatism) กับแสงกระจาย

สายตาเอียงทำให้แสงไฟถนนและไฟหน้ารถกระจายเป็นเส้น เป็นกากบาท หรือเป็นรัศมีหลายชั้น โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ค่าเอียงตั้งแต่ -0.75 ไดออปเตอร์ขึ้นไปสามารถส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับรถในเวลากลางคืนได้อย่างมีนัยสำคัญ หากรู้สึกว่าแสงไฟกลางคืน “กระจาย” มากผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าค่าเอียงยังไม่ได้รับการแก้ไข

สถิติและหลักฐาน – ค่าสายตาที่ไม่ได้แก้ไขอันตรายแค่ไหนบนถนน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Transportation Research Interdisciplinary Perspectives พบว่าผู้ขับขี่ที่มีความคมชัดในการมองเห็นต่ำกว่ามาตรฐานมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ

  • ผู้ที่เป็นต้อกระจก (cataract) ที่ยังไม่รักษา มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2.5 เท่า
  • ทุกทศวรรษของชีวิตหลังอายุ 40 ปี ระยะการมองเห็นรอบข้าง (peripheral vision) ลดลงประมาณ 3 องศา ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนเลน การจอด และการมองสิ่งกีดขวางด้านข้าง
  • คนอายุ 60 ปีต้องการแสงมากกว่าคนอายุ 20 ปีถึง 3 เท่าเพื่อมองเห็นในระดับเดียวกันในเวลากลางคืน
  • ประมาณ 2.6% ของผู้ขับขี่บนท้องถนนในขณะนี้มีค่าการมองเห็นต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ

ในบริบทของไทย ซึ่งมีทัศนวิสัยต่ำในฤดูฝน (PM2.5, หมอก) และถนนหลายสายไม่มีไฟส่องสว่าง ค่าสายตาที่แก้ไขได้ครบถ้วนจึงมีความสำคัญยิ่งกว่าในหลายประเทศ

ขับรถ ค่าสายตา สูงมาก – ยังขับได้ไหม และต้องระวังอะไร

ไม่มีการกำหนดค่าไดออปเตอร์สูงสุดในกฎหมายไทย หมายความว่าหากสายตา -10.00 แต่หลังใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์แล้วมองเห็นได้ 20/50 หรือดีกว่า ก็ยังผ่านเกณฑ์ได้ แต่ก็มีสิ่งที่ควรระวังเพิ่มเติม

เลนส์แว่นค่าสายตาสูงและการบิดเบือนภาพ

เลนส์ที่มีค่าสายตาสูงตั้งแต่ -6.00 ขึ้นไปจะสร้างการบิดเบือน (distortion) ที่ขอบเลนส์ ทำให้ระยะและตำแหน่งของวัตถุดูผิดไปเล็กน้อย การใช้เลนส์ดัชนีหักเหแสงสูง (High-Index Lens ค่า 1.67 หรือ 1.74) ช่วยลดความหนาของเลนส์และลดการบิดเบือนที่ขอบลงได้อย่างมีนัยสำคัญ คนที่มีค่าสายตาสูงอาจพิจารณาRayban ที่มีเลนส์ High-Index

คอนแทคเลนส์สำหรับค่าสายตาสูงขณะขับรถ

คอนแทคเลนส์ไม่มีปัญหาการบิดเบือนที่ขอบเหมือนแว่น แต่สำหรับสายตาสั้นมาก บวกกับสายตาเอียง (เช่น -8.00 cylinder -2.00) ควรใช้คอนแทคเลนส์ชนิด Toric เพื่อแก้ค่าเอียงไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่เลนส์ทรงกลมธรรมดา สำหรับทางเลือกOakley ที่มีคุณภาพสูง

วิธีเตรียมสายตาก่อนทดสอบใบขับขี่ไทย – ขับรถ ค่าสายตา ผ่านเกณฑ์อย่างถูกต้อง

การทดสอบสายตาที่กรมการขนส่งทางบกเป็นการวัดความคมชัด (visual acuity) ด้วยแผนภูมิ Snellen และทดสอบการแยกแยะสี (color blind test) สำหรับการขับขี่บางประเภท ไม่มีการทดสอบ peripheral vision หรือ depth perception สำหรับใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล

  • 1-2 สัปดาห์ก่อนทดสอบ: ตรวจสายตากับนักทัศนมาตรและอัปเดตค่าแว่น ค่าสายตาเปลี่ยนได้ 0.25-0.50 ไดออปเตอร์ต่อปีในผู้ใหญ่
  • วันทดสอบ: ใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ที่ใช้ขับรถจริงเข้าทดสอบ ไม่ใช่แว่นอ่านหนังสือ
  • หลังได้ใบขับขี่: ตรวจสายตาซ้ำทุก 1-2 ปี โดยเฉพาะอายุ 40 ปีขึ้นไปที่ค่าสายตาเปลี่ยนเร็วขึ้น

หากสงสัยว่าค่าสายตาปัจจุบันผ่านเกณฑ์ 20/50 หรือไม่ สามารถขอตรวจและรับใบรับรองสายตาจากนักทัศนมาตรได้ก่อนไปกรมขนส่ง การตัดแว่นที่มีคุณภาพก่อนทดสอบจะช่วยให้ผ่านเกณฑ์ได้อย่างมั่นใจ

เลนส์สำหรับขับรถโดยเฉพาะ – ทางเลือกที่ดีกว่าเลนส์ธรรมดา

ผู้ขับรถบ่อยควรพิจารณาเลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับการขับรถโดยเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติที่เลนส์ทั่วไปไม่มี

เลนส์ Anti-Reflective (AR Coating)

เคลือบ AR ลดการสะท้อนแสงบนผิวเลนส์ได้ 99% ทำให้แสงไฟหน้ารถและป้ายสะท้อนแสงรบกวนน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเลนส์ไม่เคลือบ AR ผู้ขับรถกลางคืนจะรู้สึกถึงความแตกต่างชัดเจน

เลนส์ Polarized สำหรับกลางวัน

เลนส์ Polarized ตัดแสงสะท้อนจากพื้นถนนเปียก หลังคารถ และกระจกอาคารได้ดีมาก เหมาะสำหรับการขับรถกลางวันในไทยที่มีแสงแดดจัด อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำสำหรับการขับรถกลางคืนเพราะจะตัดแสงที่ต้องการบางส่วนออกด้วย

เลนส์ Progressive สำหรับผู้ที่ต้องการแว่นทั้งใกล้และไกล

หากอายุ 40 ปีขึ้นไปและต้องใช้แว่นทั้งสำหรับมองไกล (ถนน) และมองใกล้ (แผนที่, GPS, มือถือ) เลนส์ Progressive ช่วยให้ทำทั้งสองอย่างได้โดยไม่ต้องถอดแว่นเปลี่ยน การเลือกตัดแว่นสายตาให้เหมาะกับพฤติกรรมการขับรถจึงสำคัญมาก ควรแจ้งนักทัศนมาตรว่าใช้สำหรับขับรถบ่อยแค่ไหน

สรุป – ขับรถ ค่าสายตา เท่าไหร่ต้องใส่แว่น และทำอะไรต่อ

กฎหมายไทยกำหนดว่าสายตาต้องมองเห็นได้ 20/50 หรือดีกว่าขณะขับรถ ไม่ว่าจะแก้ไขด้วยแว่นหรือคอนแทคเลนส์ก็ได้ ในทางปฏิบัติ หากสายตาสั้นตั้งแต่ -1.50 ขึ้นไป หรือสายตาเอียงตั้งแต่ -0.75 ขึ้นไป ควรใส่แว่นหรือคอนแทคทุกครั้งที่ขับรถ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน

สิ่งที่ควรทำทันที คือตรวจสายตากับนักทัศนมาตรที่เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าค่าแว่นปัจจุบันยังถูกต้องและเหมาะสมกับพฤติกรรมการขับรถ ไม่ใช่แค่ผ่านเกณฑ์กฎหมาย แต่ขับได้อย่างปลอดภัยจริงๆ ทุกสภาพถนน ทุกเวลาของวัน

แหล่งอ้างอิง

  1. World Report on Vision (2019), World Health Organization (WHO)
  2. Impact of polarized lenses on driving safety (2019), Journal of Safety Research
  3. The Impact of Myopia and High Myopia — Report of the Joint WHO-Brien Holden Vision Institute Global Scientific Meeting on Myopia (2017), WHO / Brien Holden Vision Institute
  4. IMI – Defining and Classifying Myopia (2019), Investigative Ophthalmology & Visual Science
  5. Global Prevalence of Myopia and High Myopia: a Systematic Review and Meta-Analysis (2016), Ophthalmology (AAO)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบด้านสุขภาพ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรศาสตร์ได้ หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาหรือการมองเห็น กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาโดยตรง เนื้อหาในบทความอ้างอิงจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่ระบุไว้ในส่วนแหล่งอ้างอิง ณ วันที่เผยแพร่ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความก้าวหน้าทางการแพทย์
ZEISS Certified Partner

เลนส์คุณภาพจากเยอรมนี

รับประกันค่าสายตา 90 วัน

เปลี่ยนเลนส์ฟรีถ้าค่าสายตาไม่ตรง

ของแท้ 100%

พร้อมใบรับประกัน 1 ปี

ชำระเงินปลอดภัย

บัตรเครดิต / โอนเงิน / ผ่อน 0%

All Languages Welcome แชทกับเรา