หลายคนเดินเข้าร้านแว่นแล้วเลือกกรอบก่อนเลย ค่อยให้วัดสายตาทีหลัง บางร้านใช้เวลาวัดไม่ถึง 5 นาที แล้วบอกว่าพร้อมตัดแว่นได้เลย ซึ่งจริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่การตรวจวัดสายตาที่ครบถ้วน
การวัดสายตาที่ดีต้องใช้เวลามากกว่านั้น และมีขั้นตอนที่ชัดเจน ถ้าข้ามขั้นตอนสำคัญไป แว่นที่ได้อาจใส่แล้วปวดหัว ตาล้า หรือมองเห็นได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ความแตกต่างระหว่างการวัดสายตากับการตรวจสุขภาพตา
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน การวัดสายตา (Refraction) คือการหาค่า SPH, CYL และ AXIS เพื่อออกแบบเลนส์ ส่วนการตรวจสุขภาพตา (Eye Examination) ครอบคลุมกว่านั้น รวมถึงการตรวจความดันลูกตา จอประสาทตา กระจกตา และคัดกรองโรค เช่น ต้อหิน ต้อกระจก
ร้านแว่นส่วนมากทำได้แค่ส่วนแรก แต่ร้านที่มีนักทัศนมาตรหรือจักษุแพทย์ประจำอาจทำได้ทั้งสองอย่าง สิ่งสำคัญคือรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรก่อนเลือกว่าจะไปที่ไหน
ขั้นตอนการตรวจวัดสายตาที่ครบถ้วน
ขั้นที่ 1 ซักประวัติและอาการ
ก่อนวัดสายตา ผู้เชี่ยวชาญควรถามถึงปัญหาที่พบ เช่น มองไม่ชัดระยะไหน ปวดหัวหลังใส่แว่นนาน ตาล้าเร็ว หรือเห็นแสงฟุ้งตอนกลางคืน นอกจากนั้นควรแจ้งโรคประจำตัว ยาที่ทานอยู่ และประวัติครอบครัวที่เกี่ยวกับตา ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้วัดได้ครบและแม่นยำขึ้น
ขั้นที่ 2 วัดสายตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ (Autorefraction)
เครื่อง Autorefractor จะวัดค่าสายตาเบื้องต้นโดยอัตโนมัติ ใช้เวลาไม่กี่นาที ผลที่ได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังไม่ใช่ค่าสายตาสุดท้าย เพราะเครื่องอัตโนมัติมีความแม่นยำประมาณ 80% เท่านั้น และอาจให้ค่าคลาดเคลื่อนได้ถ้าตาล้าหรือมีภาวะสายตาซับซ้อน
ขั้นที่ 3 ตรวจวัดสายตาโดยผู้เชี่ยวชาญ (Subjective Refraction)
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด นักทัศนมาตรจะใช้เครื่อง Phoropter ให้ลองดูตัวอักษรผ่านเลนส์หลายค่าเพื่อหาค่าที่ชัดที่สุด ทั้งซ้ายและขวาแยกกัน จากนั้นตรวจสมดุลสายตาสองข้าง (Binocular Balance) เพื่อให้แน่ใจว่าใส่แว่นแล้วตาทั้งสองทำงานร่วมกันได้ดี
ขั้นตอนนี้ใช้เวลา 15-30 นาที ถ้าร้านแว่นใช้เวลาวัดสายตาน้อยกว่า 10 นาทีและข้ามไปที่ผลเครื่องอัตโนมัติเลย ค่าที่ได้อาจไม่แม่น
ขั้นที่ 4 วัดค่า PD (Pupillary Distance)
PD คือระยะห่างระหว่างรูม่านตาสองข้าง ค่านี้สำคัญมากโดยเฉพาะสำหรับเลนส์ progressive เพราะถ้าศูนย์กลางเลนส์ไม่ตรงกับรูม่านตา จะทำให้มองเห็นไม่ชัดและปวดตา ร้านที่ดีจะวัด PD แยกซ้าย-ขวา ไม่ใช่ค่ารวมอย่างเดียว
ขั้นที่ 5 ตรวจสุขภาพดวงตาเพิ่มเติม (ถ้าจำเป็น)
ร้านที่มีอุปกรณ์ครบจะตรวจเพิ่มเติมได้ เช่น วัดความดันลูกตาเพื่อคัดกรองต้อหิน ส่องกล้อง Slit Lamp ตรวจกระจกตาและเลนส์ตา หรือถ่ายภาพจอประสาทตา ถ้ามีอาการผิดปกติอย่างเห็นภาพซ้อน แสงวาบ หรือสายตาเปลี่ยนเร็วผิดปกติ ควรแจ้งให้ตรวจส่วนนี้ด้วย
เตรียมตัวก่อนไปวัดสายตา
ข้อมูลจากนักทัศนมาตรทั้งในไทย ญี่ปุ่น และจีนแนะนำสิ่งเดียวกันว่า ควรเตรียมตัวดังนี้:
- พักสายตาอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงก่อนวัด หลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอนานๆ เพราะทำให้กล้ามเนื้อตาตึงค้างและให้ค่าคลาดเคลื่อนได้
- ถ้าใส่คอนแทคเลนส์แบบนิ่ม ควรถอดออกก่อนวัดอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง คอนแทคแบบแข็ง (RGP) ควรถอดก่อนนานกว่านั้น เพราะรูปทรงกระจกตาอาจยังไม่กลับสู่ปกติ
- นำแว่นคู่เดิมมาด้วย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจค่าเดิมเปรียบเทียบ
- หลีกเลี่ยงการแต่งตาหนักในวันตรวจ เช่น ขนตาปลอมหรืออายไลเนอร์หนา
- นอนหลับให้เพียงพอคืนก่อน อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง เพื่อให้กล้ามเนื้อตาผ่อนคลาย
ควรวัดสายตาบ่อยแค่ไหน
ผู้ใหญ่ที่ค่าสายตาคงที่แนะนำให้วัดสายตาใหม่ทุก 1-2 ปี แม้จะยังใส่แว่นได้ชัดอยู่ เพราะค่าสายตาอาจเปลี่ยนไปเล็กน้อยโดยไม่รู้สึกตัว และอุปกรณ์ตรวจใหม่อาจจับความผิดปกติอื่นได้
ถ้ามีอาการใดอาการหนึ่งต่อไปนี้ ควรไปวัดสายตาทันทีโดยไม่ต้องรอ:
- มองไม่ชัดทั้งที่ใส่แว่นอยู่ หรือต้องหรี่ตาเพื่อโฟกัส
- ปวดหัวบ่อยโดยเฉพาะหลังอ่านหนังสือหรือจ้องหน้าจอ
- ตาล้าเร็วผิดปกติ แม้จะพักตาแล้วก็ยังไม่หาย
- เห็นแสงฟุ้งหรือแสงวาบ โดยเฉพาะตอนขับรถกลางคืน
ไปวัดสายตาที่ร้านแว่นหรือโรงพยาบาลดีกว่ากัน
คำตอบขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าแค่ตัดแว่นใหม่เพราะค่าสายตาเปลี่ยนเล็กน้อย และไม่มีอาการผิดปกติอื่น ร้านแว่นที่มีนักทัศนมาตรประจำสะดวกและรวดเร็วกว่า บริการครบในที่เดียว วัดสายตาเสร็จแล้วเลือกกรอบและเลนส์ได้ทันที
แต่ถ้ามีอาการที่น่าเป็นห่วง เช่น สายตาเปลี่ยนเร็วมากในช่วงเวลาสั้น เห็นภาพซ้อน หรืออายุเกิน 40 และเพิ่งเริ่มมีปัญหาอ่านหนังสือใกล้ ควรไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพตาก่อน เพราะจักษุแพทย์จะวินิจฉัยและรักษาโรคได้ทันที ซึ่งร้านแว่นทำไม่ได้
ในกรณีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีหรือสายตาสูงมาก นักวิจัยจากญี่ปุ่นและจีนตรงกันว่าควรผ่านจักษุแพทย์ก่อน เพราะต้องหยอดยาขยายรูม่านตา (Cycloplegic Refraction) เพื่อให้ค่าสายตาแม่นที่สุด ไม่ใช่แค่ใช้เครื่องวัดธรรมดา
เลนส์ที่ใช้ส่งผลต่อการวัดสายตาด้วย
เลนส์คุณภาพสูงอย่าง ZEISS มีความคลาดเคลื่อนในการผลิตต่ำมาก ทำให้ค่าสายตาที่วัดได้ถูกแปลงเป็นเลนส์จริงได้แม่นยำ แต่ถ้าเลนส์ที่ใช้มีคุณภาพต่ำ แม้วัดสายตาได้ถูกต้องก็ยังใส่แล้วไม่ชัดได้ ดังนั้นการเลือกทั้งร้านที่วัดดีและเลนส์ที่ดีต้องทำควบคู่กัน
สรุปก่อนไปตัดแว่น
การตรวจวัดสายตาที่ดีต้องครอบคลุมอย่างน้อย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ซักประวัติ วัดด้วยเครื่อง ตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ และวัดค่า PD ถ้าร้านไหนวัดสายตาให้เสร็จใน 3-5 นาทีโดยไม่ทำขั้นตอนเหล่านี้ครบ ผลที่ได้อาจไม่น่าเชื่อถือพอสำหรับการตัดแว่น
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกร้านตัดแว่นที่มีมาตรฐานได้ที่หน้า ตัดแว่นที่ไหนดี
หลังตรวจวัดสายตาเรียบร้อย สามารถเลือกเลนส์สายตาที่เหมาะกับค่าสายตา หรืออ่านรีวิวZEISS SmartLife เลนส์เทคโนโลยีล่าสุด และดูคำแนะนำตัดแว่นจากผู้เชี่ยวชาญ
