ประเทศไทยมีค่า UV Index ระดับ 11-14 ตลอดทั้งปี – จัดเป็นระดับ “Extreme” ตามมาตรฐาน WHO ซึ่งสูงกว่ายุโรปและญี่ปุ่นที่มีฤดูหนาวลดค่า UV เหลือ 1-2 อย่างมาก แม้วันที่ฟ้าครึ้มหรือฝนตก รังสี UV ยังคงสูงอยู่ดี ดวงตาสะสมความเสียหายทุกวันโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดทันที แต่ผลกระทบปรากฏในรูปแบบต้อกระจก ต้อเนื้อ และจอประสาทตาเสื่อมหลังหลายสิบปี สำหรับผู้ใช้แว่นสายตาที่ออกนอกอาคารทุกวัน เลนส์ ZEISS PhotoFusion X ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยตรง
เลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติ (Photochromic Lens) คืออะไร และทำงานอย่างไร
เลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติ หรือ Photochromic Lens คือเลนส์ที่มีโมเลกุลพิเศษฝังอยู่ในเนื้อวัสดุ เมื่อสัมผัสกับรังสี UV (Ultraviolet Radiation) จากแสงแดด โมเลกุลเหล่านี้จะเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีในระดับ Molecular Level และดูดซับแสงมากขึ้น ทำให้เลนส์เข้มขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อเข้าอาคารหรืออยู่ในที่ร่ม UV ลดลง โมเลกุลกลับสู่สภาพเดิม เลนส์จึงใสขึ้นอีกครั้ง
กระบวนการนี้เกิดขึ้นอัตโนมัติทุกครั้งที่ระดับ UV เปลี่ยน ผลลัพธ์คือแว่นคู่เดียวที่ทำหน้าที่เป็นทั้งแว่นสายตาในร่มและแว่นกันแดดกลางแจ้ง ไม่ต้องพกแว่นสองคู่หรือสลับทุกครั้งที่เดินออกนอกอาคาร เทคโนโลยีนี้มีมาหลายสิบปีแล้ว แต่ที่รุ่นเก่ามักถูกวิจารณ์คือ ใช้เวลานานกว่าจะเข้มพอ และเมื่อเข้าอาคารกลับต้องรอนานกว่าจะใสอีกครั้ง ZEISS PhotoFusion X พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้โดยตรง
ZEISS PhotoFusion X คืออะไร และแตกต่างจากเลนส์เปลี่ยนสีทั่วไปอย่างไร
ZEISS PhotoFusion X คือเลนส์ Photochromic รุ่นล่าสุดจาก ZEISS VisionCare ประเทศเยอรมนี พัฒนาต่อจาก PhotoFusion รุ่นเดิมที่ผู้ใช้บ่นว่าเข้มช้าและคลายตัวช้า PhotoFusion X ใช้เทคโนโลยี Molecular Engineering ใหม่ที่ทำให้โมเลกุลตอบสนองต่อ UV ได้เร็วกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกันนั้นยังผลิตจากวัสดุ ZEISS BlueGuard ซึ่งกรองแสงสีฟ้า (Blue Light) ในตัวโดยไม่ต้องเพิ่มชั้นเคลือบ
ความเร็วในการเปลี่ยนสี – ตัวเลขจากการทดสอบจริง
จากผลทดสอบของ ZEISS VisionCare Lab, PhotoFusion X เข้มขึ้นถึงระดับป้องกันแสงที่มีประสิทธิภาพได้ภายใน 15 วินาที และถึงระดับมืดสุดเทียบเท่าแว่นกันแดด Category 3 ใน 27 วินาที ตัวเลขนี้เร็วกว่า PhotoFusion รุ่นเดิมถึง 60% และเร็วกว่าในสภาวะ UV สูงมากถึง 75% ส่วนการคลายตัวกลับเป็นเลนส์ใสเร็วกว่าแบรนด์ Photochromic ที่นิยมใช้ในตลาด (Transitions) ถึง 4.5 เท่า
ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายในชีวิตจริงอย่างมาก สมมติเดินออกจากห้างสรรพสินค้ากลางแดด ถ้าเลนส์ใช้เวลา 60-90 วินาทีจึงจะเข้มพอ ช่วงเวลานั้นดวงตารับแสง UV โดยตรง แต่ถ้าเลนส์เข้มใน 15 วินาที การปกป้องเกิดขึ้นแทบทันที และเมื่อกลับเข้าอาคาร เลนส์คลาย 4.5 เท่าเร็วกว่า หมายความว่าตาปรับตัวได้เร็ว ไม่ต้องนั่งรอมองไม่ชัดในร้านอาหารที่มืดกว่า
ระดับความเข้ม สี และการปกป้อง UV ครบวงจร
PhotoFusion X มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ Grey (เทา), Extra Grey (เทาเข้ม), Brown (น้ำตาล), Pioneer (เขียวอมเทา) และ Blue (ฟ้า) โดยสี Grey เข้มกว่ารุ่น PhotoFusion เดิมถึง 26% และ Extra Grey เข้มกว่า 18% ทุกสีปกป้อง UV ได้ 100% ทั้งในสภาพที่เลนส์ใสสนิทและเมื่อเข้มเต็มที่ แม้นั่งอยู่ในออฟฟิศ เลนส์ยังคงกรอง UV ได้เต็มประสิทธิภาพ ต่างจากเลนส์ทั่วไปที่ปกป้อง UV เฉพาะตอนที่ชั้นสีทำงานอยู่
BlueGuard Material วัสดุเลนส์ที่กรองแสงสีฟ้าในตัว
PhotoFusion X ผลิตจากวัสดุ ZEISS BlueGuard ซึ่งกรองแสงสีฟ้า (Blue Light ช่วง 400-455 นาโนเมตร) ได้ถึง 50% แม้เลนส์อยู่ในสภาพใสสนิท และกรองได้ถึง 94% เมื่อเลนส์เข้มเต็มที่กลางแจ้ง BlueGuard ฝังอยู่ในเนื้อวัสดุ ไม่ใช่ชั้นเคลือบผิว ทนทานกว่าและไม่เสื่อมสภาพตามการใช้งาน ต่างจากการเคลือบ Anti Blue Light แบบทั่วไปที่อาจหลุดล่อนได้
สำหรับคนที่ทำงานหน้าจอ 6-10 ชั่วโมงต่อวันแล้วยังต้องออกแดด แว่นที่กรองทั้ง Blue Light และ UV ในเลนส์คู่เดียวช่วยลดภาระสายตาได้มากกว่าเลนส์ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องเปลี่ยนแว่นเมื่อสลับงานระหว่างจอคอมพิวเตอร์และการออกไปนอกอาคาร
ทำไมคนไทยต้องใส่ใจ UV สำหรับดวงตามากกว่าคนในประเทศอื่น
หลายคนทราบว่า UV อันตรายต่อผิวหนัง แต่ผลกระทบต่อดวงตานั้นสะสมอย่างเงียบๆ และไม่มีสัญญาณเตือนในระยะสั้น
รังสี UVB (280-320 นาโนเมตร) ทำลายกระจกตาโดยตรง หากได้รับมากพอในครั้งเดียวจะเกิดภาวะ Photokeratitis หรือ “แผลไหม้กระจกตา” อาการปรากฏ 2-3 ชั่วโมงหลังรับรังสี คือเจ็บตา น้ำตาไหล แสบ และไวต่อแสงมาก รังสี UVA (320-400 นาโนเมตร) นั้นร้ายกาจกว่าเพราะทะลุลึกถึงเลนส์ตาและจอประสาทตา สะสมนานปีก่อต้อกระจก (Cataract) และจอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) ซึ่งทั้งสองอาการส่งผลให้การมองเห็นเสื่อมลงอย่างถาวร
ประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ค่า UV Index อยู่ที่ระดับ 11-14 ตลอดทั้งปี เทียบกับยุโรปที่มักอยู่แค่ 3-7 ในหน้าร้อน และลดลงเหลือ 1-2 ในหน้าหนาว สำหรับคนที่อาศัยในไทยตั้งแต่เด็กจนโต ร่างกายสะสมรังสี UV ต่อดวงตาในช่วง 20-30 ปีมากกว่าคนในเขตอบอุ่นหลายเท่าตัว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต้อกระจก ต้อเนื้อ และโรคตาอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ “วันที่มีเมฆมากหรือฝนตก UV น้อยลงมาก” ซึ่งไม่ถูกต้องในสภาพอากาศไทย เมฆกรอง UV ได้บางส่วนเท่านั้น และในช่วงก่อนฝนตกหรือระหว่างฝน UV บางครั้งสูงกว่าวันฟ้าใสเพราะแสงหักเหจากเมฆ สำหรับผู้ที่ต้องออกแดดทุกวัน ไม่ว่าจะเดินจากรถไฟฟ้าถึงที่ทำงาน ออกซื้ออาหาร หรือทำงานกลางแจ้ง การมีเลนส์ที่ปกป้อง UV ตลอดเวลาจึงเป็นการลงทุนระยะยาวสำหรับสุขภาพตา
PhotoFusion X เหมาะกับใครบ้าง
ผู้ที่เคลื่อนไหวระหว่าง Indoor และ Outdoor บ่อยทุกวัน
พนักงานออฟฟิศที่เดินออกทานข้าวกลางวัน ประชุมนอกสถานที่ หรือเดินทางกลับบ้านช่วงเย็น จัดอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด ความสะดวกหลักคือไม่ต้องพกแว่นกันแดดแยกต่างหาก ไม่ต้องสลับแว่นที่ประตู และเลนส์ปกป้อง UV ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดจาก PhotoFusion X เพราะใช้ครบทุกฟีเจอร์ในชีวิตประจำวัน
ผู้ที่ขับรถเป็นประจำในช่วงกลางวัน
กระจกหน้ารถทั่วไปกรอง UV ได้ระดับหนึ่ง ทำให้เลนส์ Photochromic มาตรฐานมักไม่เข้มพอในรถ PhotoFusion X รุ่น Extra Grey ได้รับการพัฒนาให้เข้มได้ถึง 30% แม้อยู่ในรถ เพราะตอบสนองต่อทั้งรังสี UV และแสงที่มองเห็นได้ (Visible Light) ร่วมกัน ไม่ใช่แค่ UV อย่างเดียว ช่วยลดความจ้าและแสงสะท้อนบนท้องถนนได้มากกว่าเลนส์เปลี่ยนสีรุ่นเก่าที่แทบไม่มีผลในรถ
ผู้ที่มีค่าสายตาและต้องการเลนส์ Functional ครบวงจร
PhotoFusion X รองรับเลนส์สายตาทุกประเภท ทั้ง Single Vision (เลนส์ชั้นเดียว), Progressive Lens (เลนส์โปรเกรสซีฟ) และเลนส์สำหรับค่าสายตาสูงที่ต้องการ Index 1.67 กลุ่มที่ถามถึงบ่อยจากลูกค้าของร้านคือผู้ที่ค่าสายตาเปลี่ยนทุก 1-2 ปี และไม่อยากลงทุนซื้อแว่นกันแดดสายตาแยกต่างหากอีกคู่ ซึ่ง PhotoFusion X ตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด
สำหรับผู้ที่กังวลเรื่อง Digital Eye Strain จากหน้าจอ คุณสมบัติ BlueGuard ในตัววัสดุช่วยลดความเมื่อยล้าตาจากการใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือนานๆ ได้ด้วย ทำให้แว่นคู่เดียวครอบคลุมทั้งการทำงานในออฟฟิศ การเดินทาง และการใช้ชีวิตกลางแจ้ง
เลนส์ PhotoFusion X กับ DuraVision Platinum และ Free-Form ClearView
นอกจากเทคโนโลยี Photochromic และ BlueGuard แล้ว PhotoFusion X ยังมาพร้อมชั้นเคลือบ DuraVision Platinum 8-9 ชั้น ซึ่งกันรอยขีดข่วนและทำความสะอาดง่ายกว่าเลนส์ที่ไม่มีชั้นเคลือบระดับนี้ คุณสมบัตินี้สำคัญสำหรับเลนส์เปลี่ยนสีโดยเฉพาะ เพราะโมเลกุล Photochromic อยู่ในชั้นผิวเลนส์ หากเลนส์มีรอยขีดข่วนสะสมมาก อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการเปลี่ยนสีในระยะยาว
เทคโนโลยี Free-Form ClearView ที่ ZEISS ใช้ผลิต PhotoFusion X ทำให้เลนส์มองเห็นชัดกว่าเลนส์ Stock มาตรฐานถึง 3 เท่า บางกว่า 16% และแบนกว่า 49% ซึ่งหมายความว่าแม้ใส่ Index เดียวกัน เลนส์ที่ผ่านกระบวนการ Free-Form จะบาง เบา และให้ภาพที่คมชัดกว่าเลนส์สำเร็จรูปทั่วไป
ตารางเปรียบเทียบ PhotoFusion X กับเลนส์เปลี่ยนสีรุ่นเดิม
| คุณสมบัติ | ZEISS PhotoFusion X | PhotoFusion รุ่นเดิม |
|---|---|---|
| เวลาเข้มสุด (Dark) | 27 วินาที (Category 3) | 60+ วินาที |
| เวลาถึงระดับป้องกัน | 15 วินาที | 30-45 วินาที |
| ความเข้มสีเทา Grey | เข้มกว่าเดิม 26% | มาตรฐาน |
| ความเข้มสี Extra Grey | เข้มกว่าเดิม 18% | มาตรฐาน |
| ความเร็วคลายตัว Clear | เร็วกว่า Transitions 4.5 เท่า | ช้า |
| กรอง Blue Light (ใส) | 50% (BlueGuard) | ขึ้นอยู่กับชั้นเคลือบ |
| กรอง Blue Light (เข้ม) | 94% | ต่ำกว่า |
| UV Protection ทุกสภาวะ | 100% ทั้งใสและเข้ม | 100% |
| ทำงานในรถ (Extra Grey) | เข้ม 30% ในรถได้ | แทบไม่ทำงานในรถ |
| ชั้นเคลือบ | DuraVision Platinum 8-9 ชั้น | DuraVision มาตรฐาน |
คำถามที่ควรถามก่อนเลือก PhotoFusion X
ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับเลนส์เปลี่ยนสี ควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ
- ออกแดดบ่อยแค่ไหน – ถ้าทำงานในออฟฟิศและแทบไม่ออกนอกอาคาร เลนส์ ZEISS BlueGuard ธรรมดาอาจเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อ Photochromic
- ขับรถตอนกลางวันบ่อยหรือเปล่า – ถ้าใช่ ให้เลือกสี Extra Grey ที่เข้มได้แม้กระจกรถกรอง UV
- ค่าสายตาเท่าไหร่ – PhotoFusion X รองรับตั้งแต่ค่าสายตาต่ำจนถึงสูงมาก แต่ราคาจะต่างกันตาม Index ที่เลือก เช่น Index 1.60 กับ 1.67 ราคาต่างกัน
- สีเลนส์ – Grey เหมาะกับการใช้งานทั่วไป, Brown ให้ Contrast ดีกว่าในแสงธรรมชาติ, Extra Grey เหมาะสำหรับกลางแจ้งจัดหรือขับรถ, Blue และ Pioneer เป็นตัวเลือกที่ดูมีสไตล์กว่า
- งบประมาณ – PhotoFusion X มีให้เลือกทั้งรุ่น ClearView Stock (ราคาต่ำกว่า) และ Superb Individual (ตัดตามค่าสายตาจริง แม่นยำกว่า)
คำถามเหล่านี้นักทัศนมาตรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์สามารถช่วยประเมินได้ตรงกว่าการตัดสินใจจากข้อมูลออนไลน์เพียงอย่างเดียว การวัดสายตาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเลือกประเภทเลนส์ เพราะค่าสายตา ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณแต่ละคนต่างกัน
PhotoFusion X กับ Transitions – เลือกอันไหนดีกว่า
คำถามนี้ได้รับบ่อย เพราะ Transitions (จาก Essilor) เป็นแบรนด์ Photochromic ที่รู้จักกันกว้างขวางที่สุดในโลก และ ZEISS PhotoFusion X เป็นทางเลือกที่แข่งขันตรงกัน จุดต่างหลักคือ
ด้านความเร็วคลายตัว PhotoFusion X เร็วกว่า Transitions เจนล่าสุดถึง 4.5 เท่าตามข้อมูลจาก ZEISS Lab ด้านวัสดุ PhotoFusion X ใช้ BlueGuard ที่กรอง Blue Light ในตัวโดยไม่ต้องเพิ่มชั้นเคลือบ ขณะที่ Transitions มักต้องเลือก Package กรอง Blue Light แยกต่างหาก ด้านการทำงานในรถ Extra Grey ของ PhotoFusion X ให้ความเข้ม 30% ในรถซึ่งดีกว่า Transitions รุ่นมาตรฐาน แต่ Transitions XTRActive Polarized ก็มีคุณสมบัตินี้เช่นกัน
สรุปคือถ้าใช้เลนส์ ZEISS อยู่แล้วและต้องการ Photochromic PhotoFusion X เป็นตัวเลือกที่สอดคล้องกับ Ecosystem ของ ZEISS ทั้งหมด ส่วน Transitions เหมาะกว่าถ้าใช้เลนส์จากค่ายอื่นเช่น Essilor หรือ Hoya
สรุป
ZEISS PhotoFusion X ไม่ใช่แค่เลนส์เปลี่ยนสีที่เร็วกว่ารุ่นเก่า แต่เป็นการรวมคุณสมบัติสำคัญ 3 อย่างในเลนส์คู่เดียว คือ การปกป้อง UV 100% ตลอดเวลา การกรองแสงสีฟ้า 50-94% จากวัสดุ BlueGuard และการเปลี่ยนสีที่เร็วพอจะใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน สำหรับคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศ UV Index 11-14 ตลอดทั้งปี การเลือกเลนส์สายตาที่ปกป้องดวงตาอย่างครอบคลุมจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาตั้งแต่วันแรกที่ตัดแว่น ไม่ใช่แค่ Option เสริม
สนใจตัดแว่นสายตาพร้อมเลนส์ ZEISS PhotoFusion X สามารถปรึกษาทีมงาน Siam Eyewear ได้โดยตรง ร้านใช้เครื่องวัดสายตา ZEISS 4 เครื่องและมีช่างเลนส์ผ่านการรับรองจาก ZEISS ดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่การวัดสายตาไปจนถึงการตัดเลนส์ตามค่าสายตาจริง เลนส์เริ่มต้น 2,880 บาท ทุกงบประมาณได้มาตรฐานเดียวกัน
วิธีดูแลรักษาเลนส์ PhotoFusion X ให้ใช้ได้นาน
เลนส์ Photochromic มีข้อควรระวังในการดูแลที่ต่างจากเลนส์ธรรมดาเล็กน้อย เพราะโมเลกุลที่รับผิดชอบการเปลี่ยนสีมีความไวต่ออุณหภูมิ การเก็บแว่นในรถที่มีอุณหภูมิสูงมากเป็นเวลานาน เช่น จอดกลางแดดในหน้าร้อน อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในระยะยาว ควรเก็บแว่นในกล่องและไม่ทิ้งในรถที่ร้อนจัด
การทำความสะอาดให้ใช้น้ำสบู่ล้างมืออ่อนๆ และผ้าไมโครไฟเบอร์ที่สะอาดเช็ดเบาๆ ชั้นเคลือบ DuraVision Platinum ที่มาพร้อม PhotoFusion X ช่วยให้ทำความสะอาดง่ายกว่าเลนส์ที่ไม่มีชั้นเคลือบ แต่ก็ยังควรหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าหยาบที่อาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนระดับ Micro ซึ่งสะสมแล้วส่งผลต่อความคมชัดของเลนส์ในระยะยาว
อายุการใช้งานของเลนส์ Photochromic โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-4 ปีก่อนที่ประสิทธิภาพการเปลี่ยนสีจะเริ่มลดลง PhotoFusion X ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าและชั้นเคลือบที่ดีกว่ามีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่ารุ่นเก่า แต่ก็ยังควรเช็คสภาพเลนส์ทุกปีพร้อมกับการตรวจสายตาตามปกติ
สรุปข้อดีและข้อจำกัดของ PhotoFusion X
การเลือกเลนส์ PhotoFusion X ควรเข้าใจทั้งข้อดีและข้อจำกัดก่อนตัดสินใจ
ข้อดีหลัก: ปกป้อง UV 100% ทุกสภาวะ ทั้งใสและเข้ม, เปลี่ยนสีเร็ว 15 วินาที ถึงระดับป้องกัน, คลายตัวเร็ว 4.5 เท่าเทียบ Transitions, กรอง Blue Light 50-94% ขึ้นกับสภาพแสง, แว่นคู่เดียวทำงานได้ทั้ง Indoor และ Outdoor, Extra Grey ทำงานในรถได้ 30%
ข้อจำกัดที่ควรรู้: ราคาสูงกว่าเลนส์ใสธรรมดา, อุณหภูมิสูงทำให้เลนส์เข้มช้ากว่าปกติ (เพราะความร้อนขัดขวางการทำงานของโมเลกุล Photochromic), ในรถแม้สี Extra Grey จะทำงานได้ 30% แต่ก็ยังไม่เทียบเท่าแว่นกันแดด Polarized สำหรับการขับรถกลางวัน ดังนั้นถ้าใช้รถเป็นหลักและต้องการ Maximum Protection อาจพิจารณาแว่นกันแดดสายตาแยกต่างหากเป็น Option เพิ่มเติม
โดยรวมแล้ว ZEISS PhotoFusion X เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตลาด Photochromic Lens สำหรับผู้ที่ต้องการ UV Protection ครบวงจรพร้อมคุณสมบัติ Blue Light Filtering และความเร็วในการเปลี่ยนสีที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของคนเมืองที่ต้องเดินทางในประเทศไทย ซึ่ง UV Index สูงตลอดทั้งปี การลงทุนในเลนส์คุณภาพสูงวันนี้ช่วยลดความเสี่ยงสะสมต่อสุขภาพดวงตาในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกเลนส์สายตาแบบอื่นๆ จาก ZEISS ไม่ว่าจะเป็น SmartLife, DriveSafe หรือ i.Scription สามารถอ่านบทความอื่นๆ ได้บนเว็บไซต์ หรือแวะมาพูดคุยกับทีมงาน Siam Eyewear เพื่อหาเลนส์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และค่าสายตาของผู้ใช้งานได้โดยตรง
