ต้อหิน คืออะไร อาการ สาเหตุ และวิธีป

ต้อหิน คืออะไร อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันที่นักทัศนมาตรแนะนำ ล่าสุด

ต้อหิน คืออะไร – โรคตาที่ขโมยการมองเห็นโดยไม่มีสัญญาณเตือน

ต้อหินคือโรคที่ทำลายเส้นประสาทตา (optic nerve) แบบค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าจะรู้ตัวก็อาจสูญเสียการมองเห็นที่รอบข้างไปแล้วกว่า 40% โดยไม่เจ็บปวดแม้แต่นิดเดียว นักทัศนมาตรทั่วโลกเรียกมันว่า “the silent thief of sight” – ขโมยที่เดินเข้าบ้านโดยไม่เคาะประตู

ข้อมูลจาก World Glaucoma Association ปีล่าสุด ระบุว่า ผู้ป่วยต้อหินกว่า 50% ทั่วโลกไม่รู้ว่าตัวเองป่วย เพราะโรคนี้ไม่มีอาการในระยะแรก และเมื่อสูญเสียการมองเห็นไปแล้ว ไม่สามารถกู้คืนได้ การรู้จักต้อหินตั้งแต่ก้อน – อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน – จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุ

ต้อหิน เกิดจากอะไร – กลไกที่ทำลายตาจากภายใน

ในลูกตาของเรา มีของเหลวที่เรียกว่า aqueous humor ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา เพื่อหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อด้านในและรักษาความดันลูกตา ในสภาวะปกติ ของเหลวนี้จะระบายออกผ่านโครงข่าย trabecular meshwork ที่มุมตา รักษาความดันลูกตา (intraocular pressure – IOP) ให้อยู่ในช่วง 10-21 mmHg

เมื่อระบบระบายน้ำเสียสมดุล ความดันลูกตาสูงขึ้น และกดทับเส้นประสาทตาซึ่งมีเส้นใยประสาทกว่า 1.2 ล้านเส้น เส้นใยเหล่านี้ตายทีละน้อย ส่งผลให้การมองเห็นค่อยๆ แคบลงจากรอบข้างเข้าสู่ศูนย์กลาง จนกลายเป็น tunnel vision และสุดท้ายมืดสนิท

ต้อหินชนิด Open-Angle – พบบ่อยที่สุดแต่ไม่มีอาการ

คิดเป็น 70-80% ของต้อหินทั้งหมด การระบายน้ำในตาค่อยๆ ลดลงแบบช้าๆ เหมือนท่อน้ำตันทีละน้อย ความดันลูกตาจึงสูงขึ้นช้าๆ โดยไม่ปวด ไม่แดง ไม่มีอาการอะไรเลยในระยะแรก ผู้ป่วยมักค้นพบโรคนี้จากการตรวจตาประจำปีเท่านั้น

ต้อหินชนิด Angle-Closure – ฉุกเฉินที่ต้องรีบไปพบแพทย์

เกิดจากม่านตา (iris) ปิดทับมุมระบายน้ำกะทันหัน ทำให้ความดันลูกตาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการจะรุนแรงมาก ได้แก่:

  • ปวดตาและปวดศีรษะรุนแรงกะทันหัน
  • มองเห็น halo (วงแสง) รอบไฟ
  • ตาแดง น้ำตาไหล
  • ตาพร่า มองไม่ชัด
  • คลื่นไส้ อาเจียน

ถ้าพบอาการเหล่านี้ ต้องไปพบจักษุแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เพราะความดันลูกตาสูงนานเกินไปจะทำลายเส้นประสาทตาถาวร

ต้อหินความดันปกติ (Normal-Tension Glaucoma) – พบบ่อยในคนไทยและเอเชีย

งานวิจัยจาก Ophthalmology journal ปีล่าสุด พบว่าคนเอเชียมีอัตราการเป็น normal-tension glaucoma สูงกว่าชาวตะวันตกถึง 2-3 เท่า ความดันลูกตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ต่ำกว่า 21 mmHg) แต่เส้นประสาทตาอ่อนแอกว่าปกติและถูกทำลายได้ที่ความดันระดับปานกลาง การตรวจ OCT (optical coherence tomography) จึงจำเป็น เพราะตรวจความดันอย่างเดียวไม่พอ

ต้อหิน อาการที่ต้องสังเกต – สัญญาณที่คนมักมองข้าม

ในระยะแรกของ open-angle glaucoma แทบไม่มีอาการอะไรเลย นั่นคือเหตุผลที่โรคนี้อันตราย อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณที่สังเกตได้ในระยะกลาง-ปลาย:

  • การมองเห็นรอบข้างแคบลง – เริ่มชนของ หรือเห็น blind spot รอบข้างโดยไม่รู้ตัว
  • ขับรถแล้วตกใจบ่อย – มองไม่เห็นรถหรือคนที่อยู่ข้างๆ
  • ต้องหันหัวหันตามบ่อยๆ – เพื่อชดเชยการมองเห็นรอบข้างที่หายไป
  • ตาล้าหรือปวดเบาๆ – โดยเฉพาะตอนเย็นหรือหลังใช้งานหน้าจอนาน
  • มองเห็น halo รอบแสงไฟ – โดยเฉพาะตอนกลางคืน

ปัญหาคือ สมองของเราฉลาดมาก มันจะ “เติมภาพ” ในส่วนที่หายไปโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้สึกว่ามองเห็นปกติทั้งที่สูญเสียการมองเห็นไปแล้วมาก นั่นคือเหตุผลที่ต้องตรวจตาเป็นประจำ ไม่ใช่รอจนกว่าจะรู้สึกว่ามีปัญหา

ต้อหิน กลุ่มเสี่ยงสูง – ตรวจเร็วกว่าคนทั่วไป

ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสเป็นต้อหินเท่ากัน กลุ่มต่อไปนี้ควรตรวจตาเร็วกว่าคนทั่วไป และตรวจบ่อยกว่าปกติ:

  • อายุ 40 ปีขึ้นไป – ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทุก 10 ปี โดยเฉพาะหลัง 60 ปี
  • มีประวัติครอบครัว – พ่อแม่หรือพี่น้องเป็นต้อหิน ความเสี่ยงสูงขึ้น 4-9 เท่า
  • สายตาสั้นมาก (สูงกว่า -6.00 D) – เส้นประสาทตายืดออกตามรูปร่างลูกตา ทำให้อ่อนแอกว่าปกติ
  • ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน – ทั้งยาหยอดตา ยากิน หรือยาพ่น
  • เป็นเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง – ทั้งสองโรคส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดเลี้ยงเส้นประสาทตา
  • เคยได้รับบาดเจ็บที่ตา – แม้นานหลายปีแล้ว
  • ผู้สืบเชื้อสายเอเชีย – โดยเฉพาะสำหรับ normal-tension และ angle-closure glaucoma

ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ไม่ควรรอถึงอายุ 40 – ตรวจตาครั้งแรกตั้งแต่อายุ 30 หรือเร็วกว่านั้นถ้ามีประวัติครอบครัว

วิธีตรวจต้อหิน – การทดสอบที่ต้องรู้ก่อนไปตรวจ

การตรวจต้อหินอย่างสมบูรณ์ไม่ใช่แค่วัดความดันลูกตา แต่ต้องรวมหลายการทดสอบเข้าด้วยกัน:

การตรวจต้อหินที่ครอบคลุม ควรมีทั้งหมดนี้

Tonometry – วัดความดันลูกตา วิธีที่แม่นยำที่สุดคือ Goldmann applanation tonometry ซึ่งจักษุแพทย์ใช้อุปกรณ์แตะที่กระจกตาเบาๆ หลังหยอดยาชา ค่าปกติ 10-21 mmHg

Visual Field Test – ตรวจลานสายตา เพื่อดูว่ามีจุดบอดหรือการมองเห็นส่วนไหนหายไปบ้าง ต้องนั่งตรวจประมาณ 10-15 นาทีต่อข้าง กดปุ่มทุกครั้งที่เห็นแสง

OCT (Optical Coherence Tomography) – สแกนเส้นประสาทตาด้วยแสงความยาวคลื่น 840 nm ให้ภาพความละเอียดสูง วัดความหนาของชั้น retinal nerve fiber layer ได้ถึง 10 ไมโครเมตร ตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนที่อาการจะแสดง 5-10 ปี

Gonioscopy – ตรวจมุมระบายน้ำในตา เพื่อแยกว่าเป็น open-angle หรือ angle-closure glaucoma ซึ่งรักษาต่างกัน

Pachymetry – วัดความหนากระจกตา เพราะกระจกตาบาง (ต่ำกว่า 530 ไมโครเมตร) เพิ่มความเสี่ยงต้อหินและทำให้ค่าความดันลูกตาอ่านต่ำกว่าความจริง

ต้อหิน รักษาได้ไหม – ตอบตรงโดยไม่อ้อมค้อม

ตอบสั้นๆ: รักษาไม่หาย แต่ควบคุมได้ และป้องกันการสูญเสียการมองเห็นเพิ่มเติมได้มาก การมองเห็นที่สูญไปแล้วไม่กลับมา แต่ถ้าพบเร็วและรักษาต่อเนื่อง คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตได้ปกติตลอดอายุขัย

การรักษาต้อหินในปี ล่าสุด

ยาหยอดตา – เป็น first-line treatment ยาในกลุ่ม prostaglandin analogs เช่น latanoprost หยอดวันละครั้งก่อนนอน ลดความดันลูกตาได้ 25-35% ยากลุ่ม beta-blockers เช่น timolol ลดการผลิต aqueous humor ต้องระวังผลข้างเคียงในผู้ป่วยโรคหัวใจและหอบหืด

Laser Trabeculoplasty – ใช้ laser ขนาด 532 nm ยิงที่ trabecular meshwork เพื่อเปิดทางระบายน้ำ ประสิทธิผลสูงในระยะแรก เหมาะสำหรับผู้ที่ยาหยอดตาไม่เพียงพอหรือแพ้ยา

การผ่าตัด MIGS (Minimally Invasive Glaucoma Surgery) – เทคนิคใหม่ที่นิยมมากขึ้นตั้งแต่ปีล่าสุด แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว เหมาะสำหรับต้อหินระดับกลาง มักทำร่วมกับผ่าตัดต้อกระจกในผู้ป่วยสูงอายุ

Trabeculectomy – การผ่าตัดแบบดั้งเดิม สร้างทางระบายน้ำใหม่ เหมาะสำหรับต้อหินรุนแรงที่ยาและ laser ไม่ตอบสนอง

วิธีป้องกันต้อหิน – สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้

แม้ไม่มีวิธีป้องกัน 100% แต่ลดความเสี่ยงได้มากด้วยสิ่งเหล่านี้:

ตรวจตาเป็นประจำ – วิธีป้องกันต้อหินที่ดีที่สุด

การตรวจตาแบบ comprehensive eye exam ปีละครั้งหลังอายุ 40 หรือทุก 2 ปีถ้าไม่มีความเสี่ยง เป็นวิธีที่แพทย์ทั่วโลกแนะนำมากที่สุด เพราะต้อหินจะถูกพบในระยะที่ยังควบคุมได้ ก่อนที่จะเสียการมองเห็นไป

ที่ ร้านตัดแว่นที่มีนักทัศนมาตร มักมีการวัดความดันลูกตาและตรวจสุขภาพตาเบื้องต้นพร้อมกับการตัดแว่น ซึ่งช่วยให้พบความผิดปกติได้ก่อนที่จะรุนแรง

ดูแลสุขภาพโดยรวม

  • ออกกำลังกายแบบ aerobic สม่ำเสมอ – ลดความดันลูกตาได้ 2-3 mmHg โดยไม่ต้องใช้ยา แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่กดดันที่ศีรษะมาก เช่น headstand หรือยกน้ำหนักหนักมาก
  • ควบคุมความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือด – ทั้งสองค่ามีผลโดยตรงต่อการไหลเวียนเลือดเลี้ยงเส้นประสาทตา
  • ดื่มน้ำแบบกระจาย – หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำปริมาณมากในครั้งเดียว (เกิน 500 ml) เพราะทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นชั่วคราว
  • นอนหมอนสูงเล็กน้อย – ผู้ป่วยต้อหินบางรายพบว่าการนอนราบทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นตอนกลางคืน
  • ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ – ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยาในกลุ่มนี้ และแจ้งว่ามีประวัติความเสี่ยงต้อหิน

สายตาสั้นมากกับต้อหิน – ความสัมพันธ์ที่คนไทยต้องรู้

ข้อมูลจาก International Myopia Institute ปีล่าสุด พบว่าคนสายตาสั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีค่าสายตาสูงกว่า -6.00 D มีความเสี่ยงต้อหินสูงกว่าคนสายตาปกติถึง 6 เท่า เนื่องจากลูกตาที่ยืดออกทำให้ชั้นเนื้อเยื่อรอบเส้นประสาทตาบางลงและเปราะบางกว่า

ถ้าสายตาสั้นเกิน -4.00 D ควรแจ้งนักทัศนมาตรทุกครั้งเมื่อไปตรวจตา เพื่อให้ตรวจเส้นประสาทตาเพิ่มเติมนอกจากการวัดสายตาปกติ การตัดแว่นที่ร้านที่มีเครื่อง OCT จึงมีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด

สรุป: ต้อหินน่ากลัว แต่รับมือได้ถ้ารู้ทัน

ต้อหินเป็นโรคที่ป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ ถ้าพบเร็วพอ แต่ตรวจด้วยตัวเองไม่ได้ – ต้องพึ่งการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง อย่ารอให้มีอาการก่อนถึงจะไปตรวจ เพราะกว่าจะรู้สึกว่ามีปัญหา อาจสายเกินไปแล้ว

การตรวจตาประจำปีที่ ร้านแว่นที่มีนักทัศนมาตรและอุปกรณ์ครบ ไม่ใช่แค่เรื่องของการตัดแว่น แต่คือการลงทุนในการมองเห็นระยะยาว ที่คุ้มค่ากว่าการรักษาโรคที่ป้องกันได้ทุกครั้ง

แหล่งอ้างอิง

  1. World Report on Vision (2019), World Health Organization (WHO)
  2. Early Manifest Glaucoma Trial (EMGT), Archives of Ophthalmology
  3. The Impact of Myopia and High Myopia — Report of the Joint WHO-Brien Holden Vision Institute Global Scientific Meeting on Myopia (2017), WHO / Brien Holden Vision Institute
  4. IMI – Defining and Classifying Myopia (2019), Investigative Ophthalmology & Visual Science
  5. Global Prevalence of Myopia and High Myopia: a Systematic Review and Meta-Analysis (2016), Ophthalmology (AAO)
ข้อจำกัดความรับผิดชอบด้านสุขภาพ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรศาสตร์ได้ หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาหรือการมองเห็น กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาโดยตรง เนื้อหาในบทความอ้างอิงจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่ระบุไว้ในส่วนแหล่งอ้างอิง ณ วันที่เผยแพร่ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความก้าวหน้าทางการแพทย์
ZEISS Certified Partner

เลนส์คุณภาพจากเยอรมนี

รับประกันค่าสายตา 90 วัน

เปลี่ยนเลนส์ฟรีถ้าค่าสายตาไม่ตรง

ของแท้ 100%

พร้อมใบรับประกัน 1 ปี

ชำระเงินปลอดภัย

บัตรเครดิต / โอนเงิน / ผ่อน 0%

All Languages Welcome แชทกับเรา