ต้อหิน คืออะไร – โรคตาที่ขโมยการมองเห็นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
ต้อหินคือโรคที่ทำลายเส้นประสาทตา (optic nerve) แบบค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าจะรู้ตัวก็อาจสูญเสียการมองเห็นที่รอบข้างไปแล้วกว่า 40% โดยไม่เจ็บปวดแม้แต่นิดเดียว นักทัศนมาตรทั่วโลกเรียกมันว่า “the silent thief of sight” – ขโมยที่เดินเข้าบ้านโดยไม่เคาะประตู
ข้อมูลจาก World Glaucoma Association ปี 2026 ระบุว่า ผู้ป่วยต้อหินกว่า 50% ทั่วโลกไม่รู้ว่าตัวเองป่วย เพราะโรคนี้ไม่มีอาการในระยะแรก และเมื่อสูญเสียการมองเห็นไปแล้ว ไม่สามารถกู้คืนได้ การรู้จักต้อหินตั้งแต่ก้อน – อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน – จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุ
ต้อหิน เกิดจากอะไร – กลไกที่ทำลายตาจากภายใน
ในลูกตาของเรา มีของเหลวที่เรียกว่า aqueous humor ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา เพื่อหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อด้านในและรักษาความดันลูกตา ในสภาวะปกติ ของเหลวนี้จะระบายออกผ่านโครงข่าย trabecular meshwork ที่มุมตา รักษาความดันลูกตา (intraocular pressure – IOP) ให้อยู่ในช่วง 10-21 mmHg
เมื่อระบบระบายน้ำเสียสมดุล ความดันลูกตาสูงขึ้น และกดทับเส้นประสาทตาซึ่งมีเส้นใยประสาทกว่า 1.2 ล้านเส้น เส้นใยเหล่านี้ตายทีละน้อย ส่งผลให้การมองเห็นค่อยๆ แคบลงจากรอบข้างเข้าสู่ศูนย์กลาง จนกลายเป็น tunnel vision และสุดท้ายมืดสนิท
ต้อหินชนิด Open-Angle – พบบ่อยที่สุดแต่ไม่มีอาการ
คิดเป็น 70-80% ของต้อหินทั้งหมด การระบายน้ำในตาค่อยๆ ลดลงแบบช้าๆ เหมือนท่อน้ำตันทีละน้อย ความดันลูกตาจึงสูงขึ้นช้าๆ โดยไม่ปวด ไม่แดง ไม่มีอาการอะไรเลยในระยะแรก ผู้ป่วยมักค้นพบโรคนี้จากการตรวจตาประจำปีเท่านั้น
ต้อหินชนิด Angle-Closure – ฉุกเฉินที่ต้องรีบไปพบแพทย์
เกิดจากม่านตา (iris) ปิดทับมุมระบายน้ำกะทันหัน ทำให้ความดันลูกตาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการจะรุนแรงมาก ได้แก่:
- ปวดตาและปวดศีรษะรุนแรงกะทันหัน
- มองเห็น halo (วงแสง) รอบไฟ
- ตาแดง น้ำตาไหล
- ตาพร่า มองไม่ชัด
- คลื่นไส้ อาเจียน
ถ้าพบอาการเหล่านี้ ต้องไปพบจักษุแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เพราะความดันลูกตาสูงนานเกินไปจะทำลายเส้นประสาทตาถาวร
ต้อหินความดันปกติ (Normal-Tension Glaucoma) – พบบ่อยในคนไทยและเอเชีย
งานวิจัยจาก Ophthalmology journal ปี 2026 พบว่าคนเอเชียมีอัตราการเป็น normal-tension glaucoma สูงกว่าชาวตะวันตกถึง 2-3 เท่า ความดันลูกตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ต่ำกว่า 21 mmHg) แต่เส้นประสาทตาอ่อนแอกว่าปกติและถูกทำลายได้ที่ความดันระดับปานกลาง การตรวจ OCT (optical coherence tomography) จึงจำเป็น เพราะตรวจความดันอย่างเดียวไม่พอ
ต้อหิน อาการที่ต้องสังเกต – สัญญาณที่คนมักมองข้าม
ในระยะแรกของ open-angle glaucoma แทบไม่มีอาการอะไรเลย นั่นคือเหตุผลที่โรคนี้อันตราย อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณที่สังเกตได้ในระยะกลาง-ปลาย:
- การมองเห็นรอบข้างแคบลง – เริ่มชนของ หรือเห็น blind spot รอบข้างโดยไม่รู้ตัว
- ขับรถแล้วตกใจบ่อย – มองไม่เห็นรถหรือคนที่อยู่ข้างๆ
- ต้องหันหัวหันตามบ่อยๆ – เพื่อชดเชยการมองเห็นรอบข้างที่หายไป
- ตาล้าหรือปวดเบาๆ – โดยเฉพาะตอนเย็นหรือหลังใช้งานหน้าจอนาน
- มองเห็น halo รอบแสงไฟ – โดยเฉพาะตอนกลางคืน
ปัญหาคือ สมองของเราฉลาดมาก มันจะ “เติมภาพ” ในส่วนที่หายไปโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้สึกว่ามองเห็นปกติทั้งที่สูญเสียการมองเห็นไปแล้วมาก นั่นคือเหตุผลที่ต้องตรวจตาเป็นประจำ ไม่ใช่รอจนกว่าจะรู้สึกว่ามีปัญหา
ต้อหิน กลุ่มเสี่ยงสูง – ตรวจเร็วกว่าคนทั่วไป
ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสเป็นต้อหินเท่ากัน กลุ่มต่อไปนี้ควรตรวจตาเร็วกว่าคนทั่วไป และตรวจบ่อยกว่าปกติ:
- อายุ 40 ปีขึ้นไป – ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทุก 10 ปี โดยเฉพาะหลัง 60 ปี
- มีประวัติครอบครัว – พ่อแม่หรือพี่น้องเป็นต้อหิน ความเสี่ยงสูงขึ้น 4-9 เท่า
- สายตาสั้นมาก (สูงกว่า -6.00 D) – เส้นประสาทตายืดออกตามรูปร่างลูกตา ทำให้อ่อนแอกว่าปกติ
- ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน – ทั้งยาหยอดตา ยากิน หรือยาพ่น
- เป็นเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง – ทั้งสองโรคส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดเลี้ยงเส้นประสาทตา
- เคยได้รับบาดเจ็บที่ตา – แม้นานหลายปีแล้ว
- ผู้สืบเชื้อสายเอเชีย – โดยเฉพาะสำหรับ normal-tension และ angle-closure glaucoma
ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ไม่ควรรอถึงอายุ 40 – ตรวจตาครั้งแรกตั้งแต่อายุ 30 หรือเร็วกว่านั้นถ้ามีประวัติครอบครัว
วิธีตรวจต้อหิน – การทดสอบที่ต้องรู้ก่อนไปตรวจ
การตรวจต้อหินอย่างสมบูรณ์ไม่ใช่แค่วัดความดันลูกตา แต่ต้องรวมหลายการทดสอบเข้าด้วยกัน:
การตรวจต้อหินที่ครอบคลุม ควรมีทั้งหมดนี้
Tonometry – วัดความดันลูกตา วิธีที่แม่นยำที่สุดคือ Goldmann applanation tonometry ซึ่งจักษุแพทย์ใช้อุปกรณ์แตะที่กระจกตาเบาๆ หลังหยอดยาชา ค่าปกติ 10-21 mmHg
Visual Field Test – ตรวจลานสายตา เพื่อดูว่ามีจุดบอดหรือการมองเห็นส่วนไหนหายไปบ้าง ต้องนั่งตรวจประมาณ 10-15 นาทีต่อข้าง กดปุ่มทุกครั้งที่เห็นแสง
OCT (Optical Coherence Tomography) – สแกนเส้นประสาทตาด้วยแสงความยาวคลื่น 840 nm ให้ภาพความละเอียดสูง วัดความหนาของชั้น retinal nerve fiber layer ได้ถึง 10 ไมโครเมตร ตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนที่อาการจะแสดง 5-10 ปี
Gonioscopy – ตรวจมุมระบายน้ำในตา เพื่อแยกว่าเป็น open-angle หรือ angle-closure glaucoma ซึ่งรักษาต่างกัน
Pachymetry – วัดความหนากระจกตา เพราะกระจกตาบาง (ต่ำกว่า 530 ไมโครเมตร) เพิ่มความเสี่ยงต้อหินและทำให้ค่าความดันลูกตาอ่านต่ำกว่าความจริง
ต้อหิน รักษาได้ไหม – ตอบตรงโดยไม่อ้อมค้อม
ตอบสั้นๆ: รักษาไม่หาย แต่ควบคุมได้ และป้องกันการสูญเสียการมองเห็นเพิ่มเติมได้มาก การมองเห็นที่สูญไปแล้วไม่กลับมา แต่ถ้าพบเร็วและรักษาต่อเนื่อง คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตได้ปกติตลอดอายุขัย
การรักษาต้อหินในปี 2026
ยาหยอดตา – เป็น first-line treatment ยาในกลุ่ม prostaglandin analogs เช่น latanoprost หยอดวันละครั้งก่อนนอน ลดความดันลูกตาได้ 25-35% ยากลุ่ม beta-blockers เช่น timolol ลดการผลิต aqueous humor ต้องระวังผลข้างเคียงในผู้ป่วยโรคหัวใจและหอบหืด
Laser Trabeculoplasty – ใช้ laser ขนาด 532 nm ยิงที่ trabecular meshwork เพื่อเปิดทางระบายน้ำ ประสิทธิผลสูงในระยะแรก เหมาะสำหรับผู้ที่ยาหยอดตาไม่เพียงพอหรือแพ้ยา
การผ่าตัด MIGS (Minimally Invasive Glaucoma Surgery) – เทคนิคใหม่ที่นิยมมากขึ้นตั้งแต่ปี 2026 แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว เหมาะสำหรับต้อหินระดับกลาง มักทำร่วมกับผ่าตัดต้อกระจกในผู้ป่วยสูงอายุ
Trabeculectomy – การผ่าตัดแบบดั้งเดิม สร้างทางระบายน้ำใหม่ เหมาะสำหรับต้อหินรุนแรงที่ยาและ laser ไม่ตอบสนอง
วิธีป้องกันต้อหิน – สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้
แม้ไม่มีวิธีป้องกัน 100% แต่ลดความเสี่ยงได้มากด้วยสิ่งเหล่านี้:
ตรวจตาเป็นประจำ – วิธีป้องกันต้อหินที่ดีที่สุด
การตรวจตาแบบ comprehensive eye exam ปีละครั้งหลังอายุ 40 หรือทุก 2 ปีถ้าไม่มีความเสี่ยง เป็นวิธีที่แพทย์ทั่วโลกแนะนำมากที่สุด เพราะต้อหินจะถูกพบในระยะที่ยังควบคุมได้ ก่อนที่จะเสียการมองเห็นไป
ที่ ร้านตัดแว่นที่มีนักทัศนมาตร มักมีการวัดความดันลูกตาและตรวจสุขภาพตาเบื้องต้นพร้อมกับการตัดแว่น ซึ่งช่วยให้พบความผิดปกติได้ก่อนที่จะรุนแรง
ดูแลสุขภาพโดยรวม
- ออกกำลังกายแบบ aerobic สม่ำเสมอ – ลดความดันลูกตาได้ 2-3 mmHg โดยไม่ต้องใช้ยา แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่กดดันที่ศีรษะมาก เช่น headstand หรือยกน้ำหนักหนักมาก
- ควบคุมความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือด – ทั้งสองค่ามีผลโดยตรงต่อการไหลเวียนเลือดเลี้ยงเส้นประสาทตา
- ดื่มน้ำแบบกระจาย – หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำปริมาณมากในครั้งเดียว (เกิน 500 ml) เพราะทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นชั่วคราว
- นอนหมอนสูงเล็กน้อย – ผู้ป่วยต้อหินบางรายพบว่าการนอนราบทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นตอนกลางคืน
- ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ – ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยาในกลุ่มนี้ และแจ้งว่ามีประวัติความเสี่ยงต้อหิน
สายตาสั้นมากกับต้อหิน – ความสัมพันธ์ที่คนไทยต้องรู้
ข้อมูลจาก International Myopia Institute ปี 2026 พบว่าคนสายตาสั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีค่าสายตาสูงกว่า -6.00 D มีความเสี่ยงต้อหินสูงกว่าคนสายตาปกติถึง 6 เท่า เนื่องจากลูกตาที่ยืดออกทำให้ชั้นเนื้อเยื่อรอบเส้นประสาทตาบางลงและเปราะบางกว่า
ถ้าสายตาสั้นเกิน -4.00 D ควรแจ้งนักทัศนมาตรทุกครั้งเมื่อไปตรวจตา เพื่อให้ตรวจเส้นประสาทตาเพิ่มเติมนอกจากการวัดสายตาปกติ การตัดแว่นที่ร้านที่มีเครื่อง OCT จึงมีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด
สรุป: ต้อหินน่ากลัว แต่รับมือได้ถ้ารู้ทัน
ต้อหินเป็นโรคที่ป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ ถ้าพบเร็วพอ แต่ตรวจด้วยตัวเองไม่ได้ – ต้องพึ่งการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง อย่ารอให้มีอาการก่อนถึงจะไปตรวจ เพราะกว่าจะรู้สึกว่ามีปัญหา อาจสายเกินไปแล้ว
การตรวจตาประจำปีที่ ร้านแว่นที่มีนักทัศนมาตรและอุปกรณ์ครบ ไม่ใช่แค่เรื่องของการตัดแว่น แต่คือการลงทุนในการมองเห็นระยะยาว ที่คุ้มค่ากว่าการรักษาโรคที่ป้องกันได้ทุกครั้ง
แหล่งอ้างอิง
- World Report on Vision (2019) — World Health Organization (WHO)
- Early Manifest Glaucoma Trial (EMGT) — Archives of Ophthalmology
- The Impact of Myopia and High Myopia — Report of the Joint WHO-Brien Holden Vision Institute Global Scientific Meeting on Myopia (2017) — WHO / Brien Holden Vision Institute
- IMI – Defining and Classifying Myopia (2019) — Investigative Ophthalmology & Visual Science
- Global Prevalence of Myopia and High Myopia: a Systematic Review and Meta-Analysis (2016) — Ophthalmology (AAO)
