เลนส์ Freeform ผลิตด้วยความแม่นยำ 0.01 ไดออปเตอร์ต่อขั้นเทียบกับ 0.25 ในเลนส์ทั่วไป – นั่นคือจุดข้อมูลการแก้ไขสายตาที่เพิ่มขึ้น 25 เท่าในเลนส์ชิ้นเดียวตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางการตลาดแต่คือวิธีที่กระบวนการผลิต CNC ดิจิตอลเปลี่ยนวิธีที่แสงผ่านเลนส์เข้าสู่ดวงตาโดยพื้นฐานสำหรับผู้ที่ใช้เลนส์โปรเกรสซีฟหรือมีค่าสายตาสูงความต่างนี้สังเกตได้ในชีวิตประจำวัน
เลนส์ทั่วไปมีข้อจำกัดอะไร
เลนส์สายตาแบบดั้งเดิมผลิตจาก “บล็อกเลนส์” สำเร็จรูป – ชิ้นแก้วหรือพลาสติกที่หล่อจาก mold คงที่ผู้ผลิตแต่ละรายมี mold หลายร้อยแบบแต่แต่ละแบบสามารถปรับค่าสายตาได้เพียงทุกๆ 0.25 ไดออปเตอร์เท่านั้นเช่น -2.00, -2.25, -2.50 ไม่มีค่าระหว่างกลาง
ปัญหาคือค่าสายตาจริงของแต่ละคนไม่ได้ตรงกับตัวเลขเหล่านี้เสมอผู้ที่ต้องการ -2.10 จะได้รับ -2.00 หรือ -2.25 แทนส่วนต่างที่เหลือร่างกายต้องชดเชยเองซึ่งนำไปสู่อาการตาล้าและปวดหัวในผู้ใช้บางส่วนโดยเฉพาะในชั่วโมงสุดท้ายของวันทำงาน
นอกจากนี้เลนส์แบบดั้งเดิมออกแบบ prescription ที่ผิวหน้าของเลนส์ (front surface) – ด้านที่ห่างจากดวงตา 35-40 มิลลิเมตรระยะห่างนี้มีข้อจำกัดตามหลักฟิสิกส์ในการส่งผ่านแสงอย่างแม่นยำ
เลนส์ Freeform คืออะไรและทำงานอย่างไร
Freeform หรือ digital surfacing คือกระบวนการผลิตเลนส์ด้วย CNC (Computer Numerical Control) ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมดหัวเจียรเพชรบน lathe ความเร็วสูงกัดรูปร่างเลนส์ตามข้อมูลดิจิตอลที่คำนวณเฉพาะบุคคลด้วยความแม่นยำถึง 0.01 ไมครอน – น้อยกว่า 1/100 ของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ตำแหน่ง prescription Freeform วาง prescription ที่ผิวหลังของเลนส์ (back surface) – ด้านที่ชิดดวงตาห่างเพียง 12-14 มิลลิเมตรเทียบกับผิวหน้าที่ห่าง 35-40 มิลลิเมตรความใกล้ชิดนี้หมายความว่าการปรับค่าสายตาแต่ละ 0.01D ส่งผลต่อภาพที่เห็นได้แม่นยำกว่าเพราะแสงยังไม่มีเวลาเบี่ยงเบนมากก่อนเข้าสู่ตา
ที่มาของตัวเลข 25 เท่า
เลนส์ทั่วไปทำงานที่ขั้นละ 0.25D หมายความว่าได้ 4 จุดข้อมูลต่อ 1.00D ของค่าสายตาเลนส์ Freeform ทำงานที่ขั้นละ 0.01D หมายความว่าได้ 100 จุดข้อมูลต่อ 1.00D อัตราส่วน 100 ต่อ 4 เท่ากับ 25 เท่าพอดีผลในทางปฏิบัติคือเลนส์สามารถตอบสนองต่อค่าสายตาที่ละเอียดกว่าและลดความเพี้ยนที่ขอบเลนส์ได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
As-Worn Geometry คือสิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ความแม่นยำ 25 เท่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องสิ่งที่ทำให้ Freeform แตกต่างจากเลนส์ดิจิตอลทั่วไปคือการคำนวณ “as-worn geometry” – ตำแหน่งจริงที่เลนส์นั่งอยู่บนหน้าในกรอบแว่นจริง
กรอบแว่นทุกชิ้นมี pantoscopic tilt – มุมที่กรอบเอียงลงด้านล่างประมาณ 8-12 องศาเพื่อให้พอดีโครงหน้านอกจากนี้ยังมี vertex distance (ระยะห่างจากเลนส์ถึงกระจกตาปกติ 12-14mm) และ face-form wrap (ความโค้งของกรอบที่โอบล้อมหน้า) ทั้งหมดนี้เปลี่ยนวิธีที่แสงเดินทางผ่านเลนส์เข้าสู่ดวงตา
เลนส์ทั่วไปออกแบบโดยสมมติว่ากรอบตั้งฉากสมบูรณ์ซึ่งไม่ตรงกับความจริงของการใส่แว่นในชีวิตประจำวันเลนส์ Freeform คำนวณ as-worn position จากข้อมูลที่ช่างแว่นวัดจากกรอบและหน้าของผู้ใช้งานจริงความต่างดูเล็กน้อยแต่สำหรับผู้ที่สายตาสั้นมากหรือใช้เลนส์โปรเกรสซีฟผลลัพธ์ด้านความชัดเจนนั้นสังเกตได้ชัดเจน
Freeform ช่วยอะไรได้จริงในแต่ละประเภทเลนส์
เลนส์ Single Vision (ค่าเดียว) Freeform ลดความเพี้ยนที่ขอบเลนส์ได้ดีกว่าโดยเฉพาะในค่าสายตาสูงตั้งแต่ -4.00D ขึ้นไปผู้ที่ใช้ แว่นสายตาค่าสูงจะพบว่าภาพที่ขอบเลนส์ไม่บิดเบี้ยวเมื่อเคลื่อนสายตาออกจากจุดกึ่งกลางซึ่งลดอาการตาล้าจากการมองนานๆ
เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive) นี่คือจุดที่ Freeform แสดงศักยภาพสูงสุดเลนส์โปรเกรสซีฟแบบดั้งเดิมออกแบบด้วยการวาง prescription บนผิวหน้าทำให้ corridor – ช่องทางการมองชัดระหว่างโซนมองไกลและมองใกล้ – แคบกว่าที่ควรเหมือนการเดินผ่านทางแคบที่ต้องหมุนหัวตาม
Freeform back-surface progressive ขยาย corridor ได้กว้างขึ้น 20-30% เปรียบเทียบกับเลนส์โปรเกรสซีฟแบบดั้งเดิมผู้ใช้รายงานว่าปรับตัวกับเลนส์ได้เร็วกว่าและหมุนหัวน้อยกว่าเมื่อต้องมองในระยะต่างๆจากยอดขายของ Siam Eyewear พบว่าลูกค้าที่เลือก progressive Freeform มีอัตราการมาขอปรับแก้เลนส์น้อยกว่าลูกค้าที่ใช้ progressive แบบดั้งเดิมประมาณ 40%
ZEISS Freeform กับ i.Scription เมื่อรวมกัน
ZEISS นำ Freeform technology ไปอีกระดับด้วยการผสมกับ i.Scription – ระบบวัดสายตาที่อ่านค่า higher-order aberrations ซึ่งเป็นความผิดปกติของดวงตาในระดับละเอียดกว่า SPH, CYL, AXIS ที่วัดในการตรวจวัดสายตาทั่วไปความผิดปกติเหล่านี้เช่น coma และ spherical aberration ส่งผลต่อการมองเห็นกลางคืนเป็นหลัก
ผู้ที่ใช้ เลนส์สายตา ZEISS ที่รวม i.Scription และ Freeform มักรายงานว่าการมองเห็นกลางคืนชัดขึ้นลดแสงเปลวรอบไฟถนนและอ่านป้ายในสภาพแสงน้อยได้ดีขึ้น ZEISS IndividualFit เป็นระบบที่ช่างแว่นวัดตำแหน่งที่กรอบนั่งบนหน้าจริงๆข้อมูลทั้งหมดส่งไปยังโรงงาน ZEISS เพื่อคำนวณและผลิตเลนส์เฉพาะบุคคลนั้นแทบไม่มีเลนส์สองชิ้นที่เหมือนกันในแต่ละคำสั่งผลิต
ใครเหมาะกับเลนส์ Freeform มากที่สุด
ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากเลนส์ Freeform มีดังนี้
- สายตาสั้นมากตั้งแต่ -4.00D หรือมีสายตาเอียงสูง (CYL -2.00D ขึ้นไป)
- ผู้ใช้เลนส์โปรเกรสซีฟที่ต้องการ corridor กว้างสูงสุดหรือเคยปรับตัวกับ progressive แบบเดิมไม่ได้
- ผู้ทำงานหน้าจอนาน 8 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวันที่ต้องการลดอาการตาล้าสะสม
- คนขับรถบ่อยโดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่ต้องการลด glare จากไฟหน้ารถ
- ผู้ที่มีค่า PD (pupillary distance) ไม่ตรงกับค่ามาตรฐานหรือมีตาสองข้างต่างกันมากกว่า 1.00D
ผู้ที่สายตาสั้นน้อยต่ำกว่า -2.00D และไม่มีสายตาเอียงอาจพบว่าความต่างระหว่าง Freeform กับเลนส์ทั่วไปคุณภาพดีนั้นละเอียดกว่าที่จะสังเกตในชีวิตประจำวันแต่ยังคงมีความต่างด้านความทนทานของสายตาตลอดวัน
ราคาเลนส์ Freeform และความคุ้มค่า
เลนส์ Freeform มักมีราคาสูงกว่าเลนส์ทั่วไป 30-50% ขึ้นกับแบรนด์และระดับ personalization ที่เลือกที่ Siam Eyewear เลนส์ ZEISS เริ่มต้นที่ 2,880 บาทโดยช่างแว่นผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำได้ว่าระดับ Freeform ไหนเหมาะกับค่าสายตาและการใช้งานจริง
สำหรับผู้ที่ใช้เวลากับแว่นตา 12+ ชั่วโมงต่อวันความคุ้มค่าอยู่ที่ความสบายตาที่ดีขึ้นตลอดทั้งวันอาการตาล้าและปวดหัวที่ลดลงและอายุการใช้งานเลนส์ที่ยาวนานกว่าเพราะผลิตเฉพาะบุคคล
การวัดสายตาอย่างละเอียดก่อนเลือกเลนส์ Freeform เป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้เพราะข้อมูล as-worn position ต้องวัดจากกรอบที่เลือกจริงช่างแว่นที่มีอุปกรณ์วัดครบถ้วนจะวัดมุม pantoscopic tilt และระยะ vertex distance ของกรอบที่สวมใส่ก่อนส่งข้อมูลให้ ZEISS คำนวณเลนส์ที่เหมาะกับการใช้งานจริง
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเลนส์ Freeform ที่พบบ่อย
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ “Freeform = เลนส์บาง” ซึ่งไม่ถูกต้องความบางของเลนส์ขึ้นกับ index ของวัสดุ (1.60, 1.67, 1.74) ไม่ใช่กระบวนการผลิตเลนส์ Freeform สามารถผลิตได้ทั้ง index ปกติและ index สูงความต่างอยู่ที่ความแม่นยำของการแก้ไขสายตาและความสบายตาในการใช้งานไม่ใช่ความบางของเลนส์
ความเข้าใจผิดที่สองคือ “เลนส์ ZEISS ทุกรุ่นเป็น Freeform” ซึ่งก็ไม่ใช่เช่นกัน ZEISS มีเลนส์หลายระดับตั้งแต่เลนส์มาตรฐานไปจนถึง SmartLife Individual และ Individual 3 ซึ่งเป็น Freeform ระดับสูงสุดการเลือกระดับที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากค่าสายตารูปแบบการใช้งานและงบประมาณของผู้ใช้งานแต่ละคน
ความเข้าใจผิดที่สามและสำคัญที่สุดคือ “เลนส์ Freeform ดีที่สุดเสมอไม่ว่าค่าสายตาจะเป็นเท่าไหร่” ความจริงคือผู้ที่สายตาสั้นน้อยกว่า -2.00D และไม่มีสายตาเอียงอาจพบว่าเลนส์ ZEISS คุณภาพมาตรฐานให้ความชัดเจนที่ใกล้เคียงกันช่างแว่นที่มีประสบการณ์จะแนะนำระดับเลนส์ที่เหมาะสมตามความต้องการจริงไม่ใช่แนะนำระดับสูงสุดเสมอ
เลนส์ Freeform เทียบกับเลนส์ทั่วไป – สรุปความต่าง
| คุณสมบัติ | เลนส์ทั่วไป | เลนส์ Freeform |
|---|---|---|
| ความแม่นยำการผลิต | ทุก 0.25 ไดออปเตอร์ | ทุก 0.01 ไดออปเตอร์ (25 เท่า) |
| ตำแหน่ง prescription | ผิวหน้า (ห่างตา 35-40mm) | ผิวหลัง (ชิดตา 12-14mm) |
| คำนวณ as-worn position | ไม่คำนวณ | คำนวณจากกรอบและหน้าจริง |
| Progressive corridor | ความกว้างมาตรฐาน | กว้างกว่า 20-30% |
| เหมาะกับสายตาสูง | พอใช้ได้ | ดีมาก |
| รองรับ i.Scription | ไม่รองรับ | รองรับเต็มรูปแบบ |
เลนส์ Freeform ไม่ใช่แค่การอัปเกรดเลนส์ธรรมดาแต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการผลิตเลนส์โดยพื้นฐานจากการผลิตจำนวนมากด้วย mold สำเร็จรูปมาเป็นการผลิตเฉพาะบุคคลด้วยข้อมูลดิจิตอลที่ครบถ้วนผลลัพธ์คือเลนส์ที่ตอบสนองต่อตาของผู้ใช้งานแต่ละคนอย่างแม่นยำไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของตลาด
เลนส์ ZEISS Freeform แต่ละระดับต่างกันอย่างไร
ZEISS มีเลนส์ Freeform หลายระดับซึ่งแต่ละระดับตอบสนองต่อความต้องการที่แตกต่างกันทำความเข้าใจความต่างเหล่านี้ช่วยให้เลือกได้ถูกต้องก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
ZEISS SmartLife เป็นระดับ entry-level Freeform ที่ออกแบบมาสำหรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตดิจิตอลระบบออกแบบเลนส์สำหรับมุมมองที่หลากหลายทั้งมองไกลมองหน้าจอคอมพิวเตอร์และมองสมาร์ทโฟนเหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานในออฟฟิศและใช้หน้าจอหลายขนาดในวันเดียวกัน
ZEISS SmartLife Individual เพิ่มขั้นตอนการวัด “as-worn” เข้ามาช่างแว่นวัดมุม pantoscopic tilt และ vertex distance ของกรอบที่เลือกข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งไปคำนวณในการออกแบบเลนส์ทำให้เลนส์ชิ้นนั้นเป็นแบบเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริงเหมาะสำหรับผู้ที่สายตาสั้นตั้งแต่ -4.00D ขึ้นไปหรือผู้ใช้ progressive ที่ต้องการความสบายตาสูงสุด
ZEISS Individual 3 เป็นระดับสูงสุดรวม i.Scription (การวัด higher-order aberrations) เข้ากับ as-worn geometry และ Freeform surfacing เลนส์ชิ้นนี้คำนวณจากข้อมูล 3 ชั้นได้แก่ค่าสายตามาตรฐานตำแหน่งสวมใส่จริงและลายนิ้วมือดวงตาในระดับ wavefront ผลลัพธ์คือเลนส์ที่ไม่มีใครในโลกที่มีเลนส์เหมือนกัน
กระบวนการวัด IndividualFit มีขั้นตอนอะไรบ้าง
กระบวนการ IndividualFit สำหรับเลนส์ ZEISS Freeform ระดับสูงมีขั้นตอนที่แตกต่างจากการวัดสายตาและตัดเลนส์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญต่อไปนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน
- วัดสายตาอย่างละเอียด นักทัศนมาตรหรือช่างแว่นผู้เชี่ยวชาญวัดค่า SPH CYL AXIS และ ADD (สำหรับ progressive) อย่างละเอียดรวมถึงค่า PD (pupillary distance) แบบ monocular ของตาแต่ละข้างแยกกันไม่ใช่ค่าเฉลี่ยรวม
- เลือกกรอบก่อนสั่งเลนส์ นี่คือขั้นตอนที่หลายคนข้ามไปสำหรับ Freeform ระดับ Individual การเลือกกรอบต้องเกิดขึ้นก่อนการสั่งเลนส์เสมอเพราะตำแหน่งที่กรอบนั่งบนหน้าต้องถูกวัดและส่งให้โรงงาน
- วัด as-worn position ช่างแว่นใช้อุปกรณ์วัดมุม pantoscopic tilt ของกรอบที่สวมใส่จริงวัด vertex distance ระหว่างเลนส์กับกระจกตาและบันทึก face-form wrap ของกรอบข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งพร้อมกับค่าสายตาไปยังโรงงาน ZEISS
- การผลิตเลนส์เฉพาะบุคคล โรงงาน ZEISS รับข้อมูลทั้งหมดและคำนวณการออกแบบพื้นผิวเลนส์ด้วย algorithm ที่พัฒนามากว่า 30 ปีหัวเจียรเพชรบน CNC lathe กัดพื้นผิวตามแผนที่ดิจิตอลที่ไม่ซ้ำกันระยะเวลาผลิตประมาณ 7-14 วันทำการ
- ตรวจสอบและส่งมอบ เลนส์ที่ผลิตแล้วผ่านการตรวจสอบคุณภาพ 20 ขั้นตอนก่อนส่งออกจากโรงงานช่างแว่นที่ Siam Eyewear ตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนประกอบลงกรอบและปรับแต่งให้พอดีหน้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลนส์ Freeform
เลนส์ Freeform กับเลนส์ดิจิตอลคือสิ่งเดียวกันหรือไม่
คำว่า “เลนส์ดิจิตอล” เป็นคำทั่วไปที่หมายถึงเลนส์ที่ผลิตด้วยกระบวนการ CNC ทั้งหมดในขณะที่ “Freeform” เป็นชื่อเฉพาะของเทคนิคการออกแบบพื้นผิวแบบอิสระที่ไม่ยึดติดกับรูปทรงมาตรฐานเลนส์ดิจิตอลทุกชิ้นใช้ CNC แต่ไม่ใช่ทุกชิ้นที่ใช้การออกแบบ Freeform อย่างเต็มรูปแบบ ZEISS ใช้คำว่า Freeform เพื่อระบุว่าการออกแบบพื้นผิวถูกคำนวณอย่างอิสระตามข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคน
ต้องรอนานแค่ไหนหลังสั่งเลนส์ Freeform
เลนส์ Freeform ระดับ Individual ต้องผ่านกระบวนการผลิตที่โรงงาน ZEISS ในยุโรประยะเวลาปกติสำหรับเลนส์ ZEISS Individual คือ 10-14 วันทำการนับจากวันที่ส่งข้อมูลเลนส์ SmartLife มาตรฐานที่มีสต็อคสำเร็จรูปอาจได้รับเร็วกว่าขึ้นอยู่กับค่าสายตาและ index ที่เลือกช่างแว่น Siam Eyewear จะแจ้งระยะเวลาที่แม่นยำก่อนยืนยันคำสั่ง
เปลี่ยนกรอบได้หรือไม่หลังจากสั่งเลนส์ Freeform แล้ว
ไม่ได้นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุดว่าทำไมต้องเลือกกรอบก่อนสั่งเลนส์ Freeform ระดับ Individual เสมอเลนส์ที่ผลิตแล้วถูกออกแบบมาสำหรับกรอบเฉพาะที่ถูกวัด as-worn position ไปแล้วการเปลี่ยนกรอบหลังผลิตเลนส์หมายความว่าต้องเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้นซึ่งไม่คุ้มค่าทั้งเวลาและงบประมาณ
เลนส์ Freeform ทนทานกว่าเลนส์ทั่วไปหรือเปล่า
ความทนทานของเลนส์ขึ้นกับวัสดุและ coating ที่ใช้ไม่ใช่กระบวนการผลิต Freeform เลนส์ ZEISS ทุกระดับมาพร้อม DuraVision coating ที่ป้องกันรอยขีดข่วนป้องกันสิ่งสกปรกและป้องกัน UV เลนส์ Freeform ที่มี DuraVision Platinum มีอายุการใช้งานใกล้เคียงกับเลนส์มาตรฐานที่มี coating เดียวกันความต่างอยู่ที่ประสิทธิภาพการมองเห็นไม่ใช่ความทนทานของวัสดุ
สำหรับผู้ที่สนใจจะลองเปลี่ยนมาใช้เลนส์ Freeform ขั้นตอนแรกที่ง่ายที่สุดคือการวัดสายตาอย่างละเอียดกับช่างแว่นผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินว่าค่าสายตาและพฤติกรรมการใช้งานเหมาะกับ Freeform ระดับไหน Siam Eyewear มีทีมช่างแว่น ZEISS Certified ที่สามารถแนะนำได้ตรงจุดไม่ใช่แค่ขายระดับสูงสุดเสมอไป
เลนส์ Freeform กับการป้องกัน UV และ Blue Light
เลนส์ Freeform เป็นเทคโนโลยีการออกแบบและผลิตไม่ใช่ coating ป้องกันการป้องกัน UV และ blue light ขึ้นกับวัสดุเลนส์และ coating ที่เพิ่มเข้ามาต่างหากวัสดุเลนส์ทุกชนิดของ ZEISS ป้องกัน UV ได้ตามมาตรฐาน UV400 ในตัวเองอยู่แล้วสำหรับ blue light ต้องเพิ่ม ZEISS BlueGuard coating ซึ่งกรองแสงสีฟ้าในช่วง 380-450 นาโนเมตรได้ถึง 40% โดยไม่ทำให้เลนส์มีสีเหลือง
การรวม Freeform กับ BlueGuard และ DuraVision Platinum coating ทำให้ได้เลนส์ที่ครบทุกด้านในคู่เดียวทั้งความแม่นยำของ prescription ความสบายตาจากหน้าจอและความทนทานในชีวิตประจำวันสำหรับคนที่ทำงานออฟฟิศและใช้หน้าจอหลายชั่วโมงต่อวันชุด option นี้คือที่สุดของการลงทุนในสุขภาพตา
สรุปเลนส์ Freeform เหมาะกับใคร
เลนส์ Freeform ตอบสนองต่อปัญหาพื้นฐานของการผลิตเลนส์แบบดั้งเดิมด้วยความแม่นยำ 25 เท่าการออกแบบที่ผิวหลังและการคำนวณ as-worn geometry เลนส์เหล่านี้จึงสามารถส่งมอบ prescription ที่ตรงกับตาและการสวมใส่จริงได้ดีกว่าเลนส์ที่ผลิตจาก mold สำเร็จรูป
ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการ Freeform ระดับสูงสุดแต่สำหรับผู้ที่มีค่าสายตาสูงใช้เลนส์โปรเกรสซีฟหรือต้องการความสบายตาสูงสุดในทุกสถานการณ์เลนส์ Freeform คือความแตกต่างที่รู้สึกได้ในชีวิตประจำวันไม่ใช่แค่ในกระดาษบอกค่าสายตาและพฤติกรรมการใช้งานจริงให้ช่างแว่นทราบแล้วปล่อยให้ข้อมูลนั้นนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง
Siam Eyewear ใช้เครื่องมือ ZEISS 4 เครื่องในกระบวนการตัดและตรวจสอบเลนส์ดูแลโดยช่างแว่นที่ผ่านการรับรองจาก ZEISS Vision Care โดยตรงทุกแว่นสายตาที่ออกจากร้านผ่านการตรวจสอบ 20 ขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจว่าเลนส์ที่ได้รับตรงกับ prescription และ as-worn position ที่วัดไว้ก่อนผลิตสำหรับผู้ที่สนใจเลนส์ ZEISS Freeform รุ่นใดก็ตามเริ่มจากการวัดสายตากับทีมช่างแว่น Siam Eyewear เพื่อรับคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการจริง
