เบาหวานขึ้นตา อาการ 4 ระยะ และวิธีป้องกัน

เบาหวานขึ้นตา คืออะไร อาการ 4 ระยะ และวิธีป้องกันสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในไทย 2026

ผู้ป่วยเบาหวาน 34% กำลังสูญเสียการมองเห็นโดยไม่รู้ตัว เพราะเบาหวานขึ้นตาระยะแรกไม่มีอาการใดเลย ไม่ปวด ไม่เคืองตา สายตาไม่พร่าในช่วงกลางวัน แต่ภายในเส้นเลือดฝอยบริเวณจอประสาทตากำลังเสื่อมสภาพทีละน้อยทุกวัน นี่คือเหตุผลที่เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) ถูกเรียกว่า “โรคเงียบ” ที่อันตรายที่สุดโรคหนึ่งสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

เบาหวานขึ้นตา คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) คือภาวะแทรกซ้อนทางตาที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน น้ำตาลส่วนเกินทำลายเส้นเลือดฝอยเล็กๆ ที่หล่อเลี้ยงจอประสาทตา (Retina) ทำให้เส้นเลือดรั่ว บวม หรืองอกใหม่ผิดปกติ จนนำไปสู่ความเสียหายของการมองเห็นอย่างถาวร

ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานกว่า 5 ล้านคน หรือคิดเป็น 8.5% ของผู้ใหญ่ทั้งหมด และในจำนวนนี้ประมาณ 34-40% จะพัฒนาภาวะเบาหวานขึ้นตาในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต โรคนี้จัดเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการตาบอดในกลุ่มวัยทำงาน (อายุ 20-74 ปี) ทั่วโลก

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ผู้ป่วยเบาหวานในไทยน้อยกว่า 30% ได้รับการตรวจตาประจำปีตามคำแนะนำ ทั้งที่การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกสามารถป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ถึง 95%

กลไกการทำลายเส้นเลือดฝอยในจอตา

จอประสาทตาเป็นชั้นเนื้อเยื่อบางเพียง 0.5 มิลลิเมตร แต่มีเส้นเลือดฝอยหนาแน่นที่สุดในร่างกาย เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงนาน ปฏิกิริยาทางเคมีหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่

  • Polyol Pathway – น้ำตาลกลูโคสถูกเปลี่ยนเป็นซอร์บิทอล (Sorbitol) สะสมในเซลล์ผนังเส้นเลือด ทำให้เซลล์บวมและตายก่อนเวลา
  • Advanced Glycation End-products (AGEs) – โปรตีนในผนังเส้นเลือดถูกน้ำตาลจับกลุ่มจนแข็งกระด้าง ยืดหยุ่นน้อยลง แตกง่ายขึ้น
  • Oxidative Stress – น้ำตาลสูงเร่งการผลิต Free Radicals ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ผนังเส้นเลือดโดยตรง
  • VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) – เมื่อจอตาขาดเลือด ร่างกายหลั่ง VEGF เพื่อสร้างเส้นเลือดใหม่ชดเชย แต่เส้นเลือดใหม่ที่งอกขึ้นมานั้นผิดปกติ ผนังบาง แตกง่ายมาก

กระบวนการทั้งหมดนี้ดำเนินไปแบบเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการใดๆ ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจใช้ชีวิตตามปกติอยู่ 5-10 ปีโดยไม่รู้ว่าจอตากำลังเสื่อมสภาพอยู่ข้างใน

4 ระยะของเบาหวานขึ้นตา จาก Mild ถึง PDR

การแพทย์แบ่งเบาหวานขึ้นตาออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง ดังนี้

ระยะชื่อทางการแพทย์สิ่งที่เกิดขึ้นในจอตาอาการที่รู้สึก
1Mild NPDRMicroaneurysm เล็กน้อยไม่มีอาการเลย
2Moderate NPDRเส้นเลือดบวม รั่ว Hard Exudatesอาจพร่าเล็กน้อย
3Severe NPDRเส้นเลือดปิดตัว จอตาขาดเลือดFloaters เพิ่มขึ้น
4Proliferative DR (PDR)เส้นเลือดใหม่แตก เลือดออกสายตามืดทันที

ระยะที่ 1 Mild Non-Proliferative Diabetic Retinopathy

จอประสาทตาเริ่มมีจุดโป่งพองของเส้นเลือดขนาดเล็ก (Microaneurysm) ซึ่งเป็นจุดกลมสีแดงเล็กๆ ขนาดประมาณ 10-100 ไมโครเมตร มองเห็นได้ผ่านการส่องก้นตาเท่านั้น ผู้ที่มีเบาหวานรู้สึกปกติทุกประการ ไม่มีอาการใดให้สังเกต นี่คือระยะที่การรักษาและควบคุมน้ำตาลให้ผลดีที่สุด บางรายที่ควบคุมน้ำตาลได้ดีมากอาจชะลอการดำเนินโรคได้หลายปีโดยไม่ต้องรักษาเฉพาะจุด

ระยะที่ 2 Moderate Non-Proliferative Diabetic Retinopathy

เส้นเลือดเริ่มบวมและรั่วมากขึ้น มีของเหลวสะสมในจอตา (Hard Exudates) ซึ่งเป็นตะกอนสีเหลืองในชั้นจอตา อาจเริ่มมีเลือดออกเล็กน้อย (Dot Hemorrhages) และน้ำเลือดซึมเข้าไปในจุดรับภาพกลาง (Macula) ทำให้เกิด Diabetic Macular Edema (DME) ในบางราย ซึ่ง DME คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการสูญเสียการมองเห็นในผู้ป่วยเบาหวาน

ผู้ป่วยบางรายในระยะนี้เข้าใจผิดว่าสายตาพร่าจากความต้องการเปลี่ยนแว่นใหม่ ทั้งที่จริงคือสัญญาณของภาวะ Macular Edema ที่กำลังเริ่มต้น ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันทีถ้าสายตาเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

ระยะที่ 3 Severe Non-Proliferative Diabetic Retinopathy

เส้นเลือดขนาดใหญ่จำนวนมากปิดตัว บริเวณจอตาเริ่มขาดเลือด (Ischemia) ร่างกายตอบสนองด้วยการหลั่ง VEGF เพื่อสร้างเส้นเลือดใหม่ชดเชย ระยะนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ มีโอกาส 50% ที่จะเข้าสู่ระยะ PDR ภายใน 1 ปีหากไม่รักษา ผู้ป่วยอาจเริ่มเห็น Floaters มากขึ้น หรือมีบริเวณที่มองเห็นพร่าเฉพาะจุด

ระยะที่ 4 Proliferative Diabetic Retinopathy (PDR)

เส้นเลือดใหม่ที่งอกผิดปกติ (Neovascularization) มีผนังบาง ไม่แข็งแรง แตกง่ายมาก เมื่อแตกจะทำให้เลือดออกในน้ำวุ้นตา (Vitreous Hemorrhage) สายตาพร่ามัวหนักหรือมืดทันที บางรายเกิดพังผืดดึงรั้งจอตา นำไปสู่จอตาลอก (Traction Retinal Detachment) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดทันที การรักษาในระยะ PDR ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าระยะแรกมาก และผลลัพธ์การมองเห็นที่ได้คืนมาก็ด้อยกว่าการจับได้ตั้งแต่ต้นอย่างมีนัยสำคัญ

Diabetic Macular Edema สาเหตุหลักของการมองไม่ชัดในผู้ป่วยเบาหวาน

นอกจาก 4 ระยะข้างต้น ภาวะที่ต้องรู้จักคือ Diabetic Macular Edema (DME) หรือภาวะบวมน้ำที่จุดรับภาพกลาง DME สามารถเกิดได้ในทุกระยะของเบาหวานขึ้นตา แต่พบบ่อยที่สุดในระยะ Moderate ถึง Severe NPDR

จุดรับภาพกลาง (Macula) มีขนาดเพียง 5 มิลลิเมตร แต่รับผิดชอบการมองเห็นตรงกลาง การอ่านหนังสือ การจดจำใบหน้า และงานละเอียดทั้งหมด เมื่อ DME เกิดขึ้น น้ำเลือดซึมเข้ามาในบริเวณ Macula ทำให้เซลล์รับแสง (Photoreceptors) ทำงานผิดปกติ ผลคือการมองเห็นตรงกลางพร่ามัวหรือเสียก่อนส่วนอื่นๆ ของสายตา

การตรวจ OCT (Optical Coherence Tomography) คือมาตรฐานทองในการวินิจฉัย DME เพราะสามารถวัดความหนาของจอตาได้แม่นยำถึงระดับไมโครเมตร จักษุแพทย์จะใช้ผล OCT ร่วมกับ Fundus Photography เพื่อตัดสินใจว่าต้องรักษาด้วย Anti-VEGF Injection หรือยัง

อาการเบาหวานขึ้นตาที่ต้องสังเกต

ความท้าทายหลักของโรคนี้คือระยะ 1-2 แทบไม่มีอาการ อาการที่อาจเกิดขึ้นเมื่อโรคดำเนินสู่ระยะกลางถึงรุนแรง ได้แก่

  • สายตาพร่ามัวหรือเบลอ โดยเฉพาะตอนตื่นนอนหรือหลังมื้ออาหาร (สัมพันธ์กับระดับน้ำตาลที่ขึ้นสูง)
  • เห็นจุดดำหรือสายดำลอยในสายตา (Floaters) เพิ่มขึ้นผิดปกติจากที่เคยมี
  • มองเห็นส่วนกลางของภาพเสียหรือบิดเบี้ยว (Metamorphopsia)
  • มองสีผิดปกติ หรือภาพมีเงาซ้อน
  • แสงสว่างทำให้รู้สึกไม่สบายตามากขึ้นกว่าเดิม
  • บริเวณการมองเห็น (Visual Field) แคบลง มองข้างๆ ได้น้อยลง
  • ในกรณีรุนแรง: สายตามืดทันทีในส่วนใดส่วนหนึ่งโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

สำคัญมาก – อาการเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นแปลว่าโรคดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่สัญญาณเตือนตั้งแต่ต้น ถ้ารอให้มีอาการก่อนค่อยพบแพทย์ มักสายเกินไปสำหรับการรักษาที่ได้ผลเต็มที่

ปัจจัยเสี่ยงที่เร่งให้เบาหวานขึ้นตาเร็วขึ้น

ผู้ป่วยเบาหวานไม่ทุกคนจะขึ้นตาในอัตราเท่ากัน ปัจจัยต่อไปนี้เร่งให้โรคดำเนินเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  • ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน – ยิ่งเป็นนานยิ่งเสี่ยง ผู้ป่วย Type 2 ที่เป็นมาแล้ว 10 ปีขึ้นไปมีโอกาสขึ้นตาสูงถึง 40-50% แม้ควบคุมน้ำตาลได้ดี
  • HbA1c สูง – ข้อมูลจากการศึกษา DCCT และ UKPDS พบว่าลด HbA1c ได้ 1% จะลดความเสี่ยงเบาหวานขึ้นตาลงได้ 35-40% ถือเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้และส่งผลมากที่สุด
  • ความดันโลหิตสูง – Blood Pressure ที่สูงเร่งให้เส้นเลือดรั่วเร็วขึ้นมาก เป้าหมายคือต่ำกว่า 130/80 mmHg
  • ไขมันในเลือดสูง – โดยเฉพาะ LDL Cholesterol สูงและ Triglyceride สูง เพิ่มการสะสมของ Hard Exudates และเร่ง Macular Edema
  • โรคไต (Diabetic Nephropathy) – ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตมักมีเบาหวานขึ้นตาร่วมด้วยในอัตราสูงกว่าคนทั่วไป
  • การสูบบุหรี่ – ทำให้เส้นเลือดเปราะบางเร็วขึ้น เพิ่มความเสี่ยงการดำเนินโรคราว 2 เท่า
  • การตั้งครรภ์ – ฮอร์โมนและการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาระหว่างตั้งครรภ์เร่งให้เบาหวานขึ้นตาดำเนินเร็วขึ้น หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานต้องตรวจตาทุก 3 เดือน

วิธีป้องกันและชะลอการดำเนินโรค

เบาหวานขึ้นตาไม่ใช่โรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าควบคุมได้ดีตั้งแต่ต้น แนวทางที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน ได้แก่

  1. ควบคุม HbA1c ให้ต่ำกว่า 7% – นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่ละ 1% ที่ลดได้เท่ากับลดความเสี่ยงลง 35-40% ตามข้อมูลจากการศึกษา DCCT และ UKPDS ซึ่งติดตามผู้ป่วยมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
  2. ตรวจความดันโลหิตทุกครั้งที่พบแพทย์ – เป้าหมาย Blood Pressure ต่ำกว่า 130/80 mmHg ยากลุ่ม ACE Inhibitor และ ARB แสดงผลในการปกป้องจอตาด้วย
  3. ควบคุมไขมันในเลือด – Triglyceride สูงสัมพันธ์กับ Diabetic Macular Edema โดยตรง การใช้ยา Fenofibrate แสดงผลในการลด Hard Exudates ในงานวิจัยหลายชิ้น
  4. งดสูบบุหรี่ – ลดอัตราการดำเนินโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังช่วยทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วย
  5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 150 นาทีต่อสัปดาห์ – ช่วยควบคุมทั้งน้ำตาลและความดันพร้อมกัน ลด Insulin Resistance ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหา
  6. รับประทานอาหารที่มี Lutein และ Zeaxanthin – สารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่ม Carotenoid ที่พบในผักใบเขียวเข้ม ไข่แดง และข้าวโพด ช่วยปกป้องจอตาจาก Oxidative Stress
  7. ตรวจก้นตาประจำปีโดยไม่ขาด – นี่คือวิธีเดียวที่จะตรวจพบได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ การพบในระยะ Mild NPDR มีโอกาสรักษาสำเร็จสูงกว่า PDR มาก

ตัวเลือกการรักษาเบาหวานขึ้นตาในแต่ละระยะ

การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค แพทย์จักษุแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมดังนี้

  • ระยะ Mild ถึง Moderate NPDR – ควบคุมน้ำตาล ความดัน ไขมัน บวกตรวจตาประจำปีหรือ 6 เดือน ยังไม่ต้องรักษาเฉพาะจุด แต่ต้องติดตามอย่างสม่ำเสมอ
  • Anti-VEGF Injection – ฉีดยาเข้าในวุ้นตาเพื่อยับยั้ง VEGF หยุดการงอกของเส้นเลือดใหม่และลด Macular Edema ยาที่ใช้บ่อยในไทย ได้แก่ Bevacizumab (Avastin), Ranibizumab (Lucentis) และ Aflibercept (Eylea) ต้องฉีดซ้ำทุก 4-8 สัปดาห์ในระยะแรก
  • Laser Photocoagulation – ใช้ใน Severe NPDR และ PDR ยิง Laser เพื่อทำลายบริเวณจอตาที่ขาดเลือดและป้องกันการงอกของเส้นเลือดใหม่ เป็นการรักษาที่ได้ผลดีแต่ทำให้สูญเสียการมองเห็นบริเวณข้างบางส่วน
  • Vitrectomy (การผ่าตัดวุ้นตา) – ใช้ในกรณีที่มีเลือดออกในวุ้นตามากหรือจอตาลอก เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องพักฟื้นนาน

ความแตกต่างของค่าใช้จ่ายระหว่างระยะมีนัยสำคัญมาก การรักษาใน Mild NPDR ด้วยการควบคุมน้ำตาลอย่างเดียวแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่การผ่าตัด Vitrectomy มีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักแสนบาท

เบาหวานขึ้นตากับการเลือกเลนส์สายตาที่เหมาะสม

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาสายตาต้องการเลนส์สายตาที่รองรับการมองเห็นซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับน้ำตาล สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษมีดังนี้

  • ตัดแว่นหลังควบคุมน้ำตาลคงที่อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ – ค่าสายตา (SPH, CYL) ของผู้ที่มีเบาหวานเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับน้ำตาล เมื่อน้ำตาลสูง เลนส์ตาจะบวมและโค้งงอมากขึ้น ทำให้ค่าสายตาเปลี่ยนชั่วคราว ไม่ควรสั่งเลนส์ใหม่ในช่วงน้ำตาลสูงหรือเพิ่งปรับยา
  • เลนส์ที่มี UV Protection 100% – จอตาที่ได้รับผลกระทบจากเบาหวานมีความไวต่อแสง UV มากกว่าปกติ เลนส์คุณภาพสูงที่กรอง UV ได้เต็มที่ช่วยลดความเสี่ยงเพิ่มเติม
  • เลนส์ที่ผลิตด้วยความแม่นยำสูง – ผู้ป่วยที่มีค่า SPH หรือ CYL ซับซ้อนต้องการเลนส์ที่ตัดแม่นยำระดับ 0.01 มิลลิเมตร เพื่อให้การมองเห็นชัดเจนและลดการล้าตาที่เกิดจากเลนส์ไม่ตรง
  • Anti-Reflection Coating – ลด Glare และแสงสะท้อน ช่วยให้การมองเห็นในเวลากลางคืนดีขึ้น สำคัญสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาความคมชัดของสายตา

ข้อควรระวังที่สำคัญ – ผู้ป่วยเบาหวานบางรายสังเกตว่าสายตาพร่ามัวขึ้นแล้วคิดว่าต้องเปลี่ยนแว่นใหม่ทันที ความจริงอาจเป็นสัญญาณว่าน้ำตาลสูงในช่วงนั้น ต้องตรวจระดับน้ำตาลและพบแพทย์ก่อนเสมอ เพราะแว่นที่ตัดในช่วงน้ำตาลสูงจะใช้ได้ไม่นาน

สำหรับผู้ที่ต้องการแว่นสายตาที่เหมาะกับสภาพตาพิเศษ ควรเลือกร้านที่มีอุปกรณ์วัดสายตาครบถ้วนและผู้ตรวจที่มีประสบการณ์กับผู้ป่วยที่มีภาวะตาพิเศษ

ตารางการตรวจตาและเมื่อไหร่ควรพบแพทย์ด่วน

สมาคมจักษุแพทย์ทั้งในไทยและระดับสากลแนะนำตารางตรวจดังนี้

  • เบาหวาน Type 2 – ตรวจก้นตาทันทีที่ได้รับการวินิจฉัย แล้วตรวจซ้ำทุกปีโดยไม่ขาด
  • เบาหวาน Type 1 – ตรวจก้นตาภายใน 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัย แล้วตรวจทุกปี
  • หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน – ตรวจทุก 3 เดือนตลอดการตั้งครรภ์
  • ถ้าพบความผิดปกติ – จักษุแพทย์อาจนัดตรวจถี่ขึ้นเป็น 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับระยะของโรค

ควรรีบพบจักษุแพทย์ด่วนทันทีในกรณีเหล่านี้

  • สายตามืดลงทันทีในส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งดวง
  • เห็น Floaters เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน
  • เห็นแสงวาบ (Photopsia) ในสายตาโดยไม่มีสาเหตุ
  • สายตาพร่ามัวอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

นอกจากการตรวจก้นตาที่โรงพยาบาล การวัดสายตาประจำปีกับร้านแว่นที่มีอุปกรณ์ครบช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงค่าสายตาอย่างสม่ำเสมอ ค่าสายตาที่เปลี่ยนแปลงเร็วผิดปกติเป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกถึงการควบคุมน้ำตาลในช่วงนั้น ร้านแว่นที่ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดมาตรฐานสูงและมีประสบการณ์จะช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดเจน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเบาหวานขึ้นตา

เบาหวานขึ้นตารักษาหายขาดได้ไหม

ความเสียหายของจอตาที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถกลับคืนได้ 100% แต่การรักษาสามารถหยุดหรือชะลอการดำเนินโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยที่ควบคุม HbA1c ได้ดีหลังจากพบว่ามี Mild NPDR สามารถอยู่ในระยะนั้นโดยไม่ดำเนินขึ้นได้หลายปี

เบาหวานขึ้นตาทำให้ตาบอดได้จริงไหม

ใช่ เบาหวานขึ้นตาระยะ PDR ที่ไม่ได้รับการรักษาทันสามารถนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ แต่ถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและรักษาอย่างเหมาะสม โอกาสป้องกันการตาบอดสูงถึง 95% ปัญหาหลักคือคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองมีเบาหวานขึ้นตาจนกว่าจะถึงระยะรุนแรง เพราะไม่มีอาการในระยะแรก

เป็นเบาหวานมา 1 ปี ต้องตรวจตาแล้วหรือยัง

สำหรับเบาหวาน Type 2 ตอบว่า ใช่ ต้องตรวจทันทีที่รู้ว่าเป็นเบาหวาน เพราะ Type 2 มักเป็นมาหลายปีก่อนวินิจฉัย จอตาอาจเริ่มเสียหายแล้วก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นโรค สำหรับ Type 1 สามารถรอได้ 5 ปีหลังจากวินิจฉัย เพราะโรคดำเนินช้ากว่าใน Type 1

ตรวจก้นตาที่ร้านแว่นได้ไหม

การตรวจก้นตา (Fundus Examination) ต้องทำที่โรงพยาบาลหรือคลินิกจักษุแพทย์ที่มีอุปกรณ์เฉพาะ ร้านแว่นไม่สามารถตรวจเบาหวานขึ้นตาได้โดยตรง แต่การวัดสายตาที่ร้านแว่นช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงค่าสายตาซึ่งเป็นสัญญาณเสริมของการควบคุมน้ำตาล และช่วยให้มองเห็นชัดเจนเต็มประสิทธิภาพ

สรุป 3 สิ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนต้องทำ

เบาหวานขึ้นตาเป็นโรคที่ป้องกันได้และชะลอได้ แต่ต้องอาศัยการลงมือทำ 3 สิ่งอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ ควบคุม HbA1c ให้ต่ำกว่า 7% ควบคุมความดันให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg และตรวจก้นตาประจำปีโดยไม่ขาด

สถิติชัดเจนว่าถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก โอกาสป้องกันการสูญเสียการมองเห็นสูงถึง 95% แต่ถ้ารอให้มีอาการก่อนค่อยพบแพทย์ โรคมักดำเนินถึงระยะที่การรักษายากและมีค่าใช้จ่ายสูงมากแล้ว

สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพตาอย่างรอบด้าน การวัดสายตาประจำปีที่ร้านแว่นที่ได้มาตรฐานสูง บวกกับการตรวจก้นตาที่โรงพยาบาลจักษุแพทย์ คือการดูแลที่ครบที่สุด การดูแลตาตั้งแต่วันนี้ดีกว่าการรักษาในวันข้างหน้าเสมอ

เครื่องมือตรวจเบาหวานขึ้นตา OCT Fundus Camera และ FFA

การตรวจเบาหวานขึ้นตาในปัจจุบันใช้เทคโนโลยีหลายอย่างร่วมกัน แต่ละวิธีให้ข้อมูลต่างกัน

  • Fundus Photography – ถ่ายรูปก้นตาเพื่อดูภาพรวมของจอตา เห็น Microaneurysm, Hemorrhage, Exudates และ Neovascularization ได้ชัด เป็น Standard of Care สำหรับการคัดกรองเบาหวานขึ้นตาในระดับประชากร
  • OCT (Optical Coherence Tomography) – สแกนจอตาด้วยแสง Infrared ได้ภาพ Cross-section ความละเอียดสูงมาก สามารถวัดความหนาของ Retina และ Macula ได้ในระดับไมโครเมตร เป็นมาตรฐานทองสำหรับวินิจฉัย Diabetic Macular Edema (DME)
  • OCT Angiography (OCTA) – เวอร์ชันใหม่ของ OCT ที่สร้างภาพเส้นเลือดในจอตาได้โดยไม่ต้องฉีดสีย้อม เห็น Capillary Non-perfusion Zone ได้ชัดกว่าวิธีเดิม
  • Fluorescein Angiography (FFA) – ฉีดสีย้อม Fluorescein เข้าเส้นเลือดดำ แล้วถ่ายภาพจอตา เห็นการไหลเวียนเลือดในจอตาได้ทันที ใช้วางแผนการรักษาด้วย Laser Photocoagulation
  • Visual Field Testing (Perimetry) – ตรวจขอบเขตการมองเห็น ช่วยประเมินว่าโรคส่งผลต่อการมองเห็นส่วนต่างๆ อย่างไร

โรงพยาบาลทั่วไปในไทยมักมี Fundus Camera และ OCT พื้นฐาน ส่วน OCTA และ FFA มักพบในโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายในการตรวจ OCT อยู่ที่ประมาณ 500-2000 บาทต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับสถานที่

อาหารและโภชนาการที่ช่วยปกป้องจอตาในผู้ป่วยเบาหวาน

นอกจากการควบคุมน้ำตาลและความดัน สารอาหารบางชนิดแสดงผลในการปกป้องจอตาจาก Oxidative Stress และ Inflammation

  • Lutein 10mg และ Zeaxanthin 2mg ต่อวัน – สะสมในจุดรับภาพกลาง (Macula) ทำหน้าที่เหมือน Natural Filter กรองแสง Blue Light และ UV ที่เป็นอันตรายต่อ Photoreceptors พบในผักโขม คะน้า บรอกโคลี และไข่แดง
  • Omega-3 Fatty Acids (DHA/EPA) 2-3 กรัมต่อวัน – ลด Inflammation ในจอตา DHA เป็นส่วนประกอบหลักของ Photoreceptor Cell Membrane มีหลักฐานว่าช่วยลดความเสี่ยง DME ในผู้ที่มีเบาหวาน Type 2 พบในปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน
  • Vitamin C 500mg ต่อวัน – สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเส้นเลือดฝอยในจอตา พบในส้ม ฝรั่ง มะนาว
  • Vitamin E และ Beta-Carotene – สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่ม Fat-Soluble ช่วยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ในจอตา พบในถั่วต่างๆ น้ำมันมะกอก และแครอท
  • Astaxanthin 4-8mg ต่อวัน – สาร Carotenoid จากสาหร่ายสีแดง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า Beta-Carotene ถึง 100 เท่า แสดงผลในการปกป้องจอตาในงานวิจัยสัตว์ทดลองและมนุษย์บางชิ้น

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารที่มีดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) สูง เนื่องจากทำให้น้ำตาลพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้การควบคุมน้ำตาลยากขึ้น และเกลือโซเดียมสูงที่เร่งความดันโลหิต

แหล่งอ้างอิง

  1. World Report on Vision (2019) — World Health Organization (WHO)
  2. Prevalence of Refractive Error in the United States, 1999–2004 (2008) — Archives of Ophthalmology
  3. Early Manifest Glaucoma Trial (EMGT) — Archives of Ophthalmology
  4. Age-Related Eye Disease Study 2 (AREDS2) — JAMA Ophthalmology
  5. Digital Eye Strain Report (2016) — The Vision Council
ข้อจำกัดความรับผิดชอบด้านสุขภาพ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรศาสตร์ได้ หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาหรือการมองเห็น กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาโดยตรง เนื้อหาในบทความอ้างอิงจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่ระบุไว้ในส่วนแหล่งอ้างอิง ณ วันที่เผยแพร่ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความก้าวหน้าทางการแพทย์
ZEISS Certified Partner

เลนส์คุณภาพจากเยอรมนี

รับประกันค่าสายตา 90 วัน

เปลี่ยนเลนส์ฟรีถ้าค่าสายตาไม่ตรง

ของแท้ 100%

พร้อมใบรับประกัน 1 ปี

ชำระเงินปลอดภัย

บัตรเครดิต / โอนเงิน / ผ่อน 0%

แชทกับเรา