สายตาสั้นในเด็ก สาเหตุ สัญญาณ และวิธีชะลอที่ได้ผล

สายตาสั้นในเด็ก สัญญาณ สาเหตุ และวิธีชะลอที่ได้ผลจริงในปี 2026

สายตาสั้นในเด็กไม่ใช่แค่เรื่องของแว่นตา แต่เป็นสัญญาณทางการแพทย์ที่บอกว่า กระบอกตากำลังยาวขึ้นเรื่อยๆ และถ้าปล่อยไว้โดยไม่จัดการอย่างถูกต้อง ความเสี่ยงต่อโรคตาร้ายแรงในอนาคตจะสูงตามไปด้วย ข้อมูลจาก International Myopia Institute ปี 2026 คาดว่าภายในปี 2050 ประชากรโลก 52% จะมีสายตาสั้น ซึ่งสูงกว่าช่วงทศวรรษก่อนถึง 3 เท่า

สถิติสายตาสั้นในเด็กไทยและเอเชีย

เด็กไทยวัยเรียนประมาณ 11-12% มีสายตาสั้นแล้ว และตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่เด็กใช้หน้าจอเฉลี่ยวันละ 5-7 ชั่วโมงตั้งแต่ช่วงโควิด บางแหล่งรายงานว่าตัวเลขจริงในกลุ่มเด็กที่อาศัยในเมืองอาจสูงถึง 30% แล้ว

ถ้าเทียบกับประเทศใกล้เคียงในเอเชีย ความแตกต่างชัดมาก ในสิงคโปร์มีเด็ก 65% มีสายตาสั้นก่อนอายุ 12 ปี ในไต้หวัน 85% ของวัยรุ่น 18 ปีมีสายตาสั้น ส่วนในเกาหลีและจีนตัวเลขอยู่ระหว่าง 84-97% ในกลุ่มวัยรุ่น นักวิจัยด้านจักษุวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Asia Myopia Epidemic และประเทศไทยก็ไม่ได้อยู่นอกวงกระทบ

ปัจจัยพันธุกรรมมีบทบาทชัดเจน ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งมีสายตาสั้น ลูกจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น 1.34 เท่า แต่ถ้าทั้งสองคนมีสายตาสั้น ความเสี่ยงพุ่งไปถึง 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กที่พ่อแม่สายตาปกติ อย่างไรก็ตาม พันธุกรรมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะคนรุ่นปู่ย่าตายายที่มียีนเดียวกันก็ไม่ได้สายตาสั้นมากแบบนี้ – นั่นหมายความว่า พฤติกรรมการใช้สายตามีส่วนสำคัญมากไม่แพ้กัน

กลไกที่ทำให้กระบอกตายาวขึ้น

สายตาสั้น หรือ Myopia เกิดจากกระบอกตายาวกว่าปกติ ทำให้แสงที่ผ่านเข้ามาตกโฟกัสหน้าจอประสาทตา แทนที่จะตกพอดีที่จอประสาทตา ผลคือเห็นวัตถุใกล้ชัด แต่วัตถุไกลเบลอ

เมื่อเด็กจ้องหน้าจอหรืออ่านหนังสือในระยะใกล้เป็นเวลานาน กล้ามเนื้อ Ciliary ในตาจะทำงานหนักเพื่อปรับโฟกัสอยู่ตลอดเวลา ร่างกายตอบสนองด้วยการยืดกระบอกตาออกเพื่อให้ Accommodation ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้นทีละน้อยทุกปีจนกระทั่งกระบอกตาหยุดเติบโตประมาณอายุ 18-20 ปี

สิ่งที่ควรระวังจริงๆ ไม่ใช่ค่าสายตาตัวเลข แต่คืออัตราการเพิ่มขึ้นต่อปี ถ้าเด็กค่าสายตาเพิ่มปีละ -1.00 Diopter หรือมากกว่า ถือว่าสายตาสั้นกำลังลุกลามเร็วและต้องพิจารณาวิธีชะลอโดยเร็ว เพราะค่าสายตาสุดท้ายที่จะได้รับในวัยผู้ใหญ่ขึ้นอยู่กับอัตราการเพิ่มในวัยเด็กเป็นหลัก

สัญญาณเตือนที่พ่อแม่มักมองข้าม

เด็กเล็กไม่รู้ว่าตัวเองมองไม่ชัด เพราะไม่มีประสบการณ์อื่นให้เปรียบเทียบ เด็กที่สายตาสั้นมาตลอดชีวิตจะคิดว่าทุกคนมองเห็นแบบเดียวกัน ดังนั้นการสังเกตพฤติกรรมจึงสำคัญกว่าการรอให้เด็กบ่อก่อน

สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ ชอบหรี่ตาเวลามองทีวีหรือกระดานในห้องเรียน เอียงหัวหรือเอนตัวเข้าหาหน้าจอหรือหนังสือผิดปกติ บ่นปวดหัวหรือปวดตาบ่อยโดยเฉพาะหลังเรียนหรืออ่านหนังสือ ผลการเรียนแย่ลงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ไม่ชอบเล่นกีฬาหรือกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องใช้การมองไกล เดินชนสิ่งของหรือประสานงานมือตาไม่ดี และนั่งใกล้จอโทรทัศน์มากผิดปกติ

ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ต้องรีบพาไปตรวจวัดสายตาทันที เพราะถ้าตาขี้เกียจ หรือ Amblyopia ไม่ได้รับการแก้ไขก่อนอายุ 9 ปี โอกาสฟื้นตัวกลับมาจะลดลงมากจนแทบแก้ไม่ได้

กิจกรรมกลางแจ้ง ตัวป้องกันที่ดีที่สุด

การศึกษาในไต้หวันที่ให้เด็กออกมาเล่นกลางแจ้ง 2 ชั่วโมงต่อวันในช่วงพักกลางวัน พบว่าลดอัตราการเกิดสายตาสั้นใหม่ได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่อยู่ในอาคาร นี่เป็นตัวเลขที่ใหญ่มากสำหรับการป้องกันแบบไม่ใช้ยาหรืออุปกรณ์ใดๆ

กลไกที่อธิบายผลนี้ คือแสงธรรมชาติกระตุ้นการหลั่ง Dopamine ในจอประสาทตา ซึ่งมีบทบาทในการยับยั้งการยืดของกระบอกตา แสงกลางแจ้งในธรรมชาติมีความเข้มสูงกว่า 10,000-100,000 lux ขณะที่แสงในห้องเรียนหรือห้องนั่งเล่นมักอยู่ที่เพียง 300-500 lux เท่านั้น ความแตกต่างนี้ใหญ่พอที่จะส่งผลต่อพัฒนาการของกระบอกตาจริงๆ

สำหรับเด็กที่อาศัยในเมืองและมีเวลากลางแจ้งน้อย พ่อแม่สามารถเพิ่มโอกาสได้โดย พาเดินในสวนสาธารณะหลังเย็น ส่งเด็กเรียนกีฬากลางแจ้งอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือเปิดหน้าต่างให้แสงธรรมชาติเข้ามาในห้องที่เด็กนั่งเรียนอยู่เสมอ

กฎ 20-20-20 สำหรับเด็กที่ใช้หน้าจอ

สำหรับเด็กที่ต้องเรียนออนไลน์หรือใช้หน้าจอ กฎ 20-20-20 ช่วยลดความเครียดของกล้ามเนื้อตาได้ดี นั่นคือ ทุก 20 นาที ให้พักสายตามองวัตถุที่ระยะ 20 ฟุต ซึ่งก็คือประมาณ 6 เมตร นาน 20 วินาที ฟังดูง่าย แต่ต้องทำจริงๆ ในทางปฏิบัติพ่อแม่อาจตั้งนาฬิกาช่วยเตือนเด็กทุก 20 นาที และสนับสนุนให้เด็กมองออกไปนอกหน้าต่างแทนการมองจออีกจออื่น

ระยะห่างของหน้าจอก็สำคัญ หน้าจอโทรศัพท์ควรอยู่ห่างอย่างน้อย 30 เซนติเมตร หน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ห่าง 50-70 เซนติเมตร และหนังสือควรอ่านในระยะ 30-40 เซนติเมตร การจ้องในระยะใกล้กว่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักขึ้นอย่างมาก

วิธีชะลอสายตาสั้น เปรียบเทียบตัวเลือกที่มีหลักฐานรองรับ

นี่คือข้อมูลที่บทความไทยส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึงในเชิงลึก จากการวิเคราะห์งานวิจัย 41 ชิ้นในปี 2026 โดย International Myopia Institute วิธีชะลอสายตาสั้นในเด็กมีหลายแบบ แต่ประสิทธิภาพต่างกันมาก

วิธีประสิทธิภาพชะลอ Axial Lengthข้อดีข้อจำกัด
เลนส์ Myopia Control เช่น ZEISS MyoKidsลดการยืด 0.10-0.17 มม. ต่อปีปลอดภัย ใช้ง่าย ไม่รุกรานราคาสูงกว่าเลนส์ทั่วไป
ยาหยอดตา Atropine 0.01%ลดการยืด 0.08-0.12 มม. ต่อปีไม่ต้องสวมอะไรพิเศษต้องใช้ต่อเนื่อง มีผลข้างเคียงบางส่วน
Orthokeratology (Ortho-K)ลดการยืด 0.17-0.30 มม. ต่อปีไม่ต้องใส่แว่นกลางวันราคาสูง ต้องดูแลความสะอาดมาก
ผสม Ortho-K + Atropine 0.01%ดีกว่าวิธีเดียว 30-60%ประสิทธิภาพสูงสุดซับซ้อน ต้องอยู่ภายใต้การดูแลแพทย์

ข้อสรุปจากงานวิจัย 2026 คือ การใช้ Ortho-K ร่วมกับ Atropine 0.01% ให้ผลดีที่สุดในการชะลอการยืดของกระบอกตา แต่สำหรับเด็กทั่วไปที่ยังไม่ถึงขั้นนั้น เลนส์ Myopia Control เป็นตัวเลือกแรกที่ปลอดภัย ไม่รุกราน และเหมาะกับชีวิตประจำวัน

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ วิธีเหล่านี้ไม่ได้รักษาสายตาสั้นให้หาย แต่ชะลอไม่ให้ค่าสายตาเพิ่มเร็วเกินไป เป้าหมายคือทำให้ค่าสายตาสุดท้ายอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า -6.00 Diopter เพราะเกินจากนั้นความเสี่ยงต่อโรคตาร้ายแรงจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แว่นสายตาเด็ก เลือกอย่างไรให้ถูกต้อง

แว่นสายตาคือสิ่งแรกที่เด็กสายตาสั้นต้องมี แต่ไม่ใช่แว่นอะไรก็ได้ เลนส์ต้องตรงกับค่าสายตาจริงของเด็ก ไม่ใช่ค่าโดยประมาณ เพราะเลนส์ที่ไม่แม่นยำจะทำให้ตาปรับค่ามากขึ้นและอาจส่งผลให้สายตาเพิ่มเร็วกว่าปกติ

วัสดุเลนส์สำหรับเด็กมีความสำคัญมาก เนื่องจากเด็กมีโอกาสทำเลนส์แตกหรือร่วงสูงกว่าผู้ใหญ่ เลนส์ Polycarbonate เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับเด็ก เพราะกันแรงกระแทกได้ดีถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับพลาสติกทั่วไป น้ำหนักเบากว่า และมี UV protection ในตัว เลนส์ Trivex เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน ให้ภาพชัดกว่าในบางกรณี

กรอบแว่นก็ต้องเลือกให้เหมาะกับสรีระหน้าเด็กด้วย กรอบที่หลวมหรือแน่นเกินไปทำให้เด็กรู้สึกไม่สบาย และอาจทำให้เด็กไม่ยอมใส่แว่น ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก กรอบที่ดีสำหรับเด็กควรมีสปริง Hinge เพื่อความยืดหยุ่น และวัสดุ TR90 หรือยาง Rubber ที่ทนทานต่อการใช้งานหนัก

ที่ Siam Eyewear พบว่าเด็กวัย 7-12 ปีมักมีค่าสายตาเปลี่ยนแปลงปีละ -0.50 ถึง -1.00 Diopter ทำให้ต้องเปลี่ยนเลนส์บ่อยกว่าผู้ใหญ่ การตัดแว่นสายตาที่ร้านที่มีความเชี่ยวชาญและเครื่องมือวัดสายตาที่แม่นยำจะช่วยให้ค่าเลนส์ถูกต้องและเลือกวัสดุเลนส์ได้เหมาะสมกับการใช้งานจริงของเด็ก

ความถี่ในการตรวจวัดสายตาสำหรับเด็ก

เด็กที่มีสายตาสั้นแล้วควรตรวจวัดสายตาทุก 6 เดือน ไม่ใช่ทุกปี เพราะในช่วงอายุ 6-14 ปี ค่าสายตาอาจเปลี่ยนได้เร็วมาก การตรวจบ่อยขึ้นทำให้สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ทันเวลาและไม่ปล่อยให้เด็กใช้แว่นที่ค่าไม่ตรงนานเกินไป

สำหรับเด็กที่ยังไม่มีสายตาสั้น แต่มีความเสี่ยงสูง เช่น พ่อแม่สายตาสั้น หรือใช้หน้าจอมาก ควรตรวจวัดปีละครั้งตั้งแต่อายุ 3-4 ปีเป็นต้นไป การตรวจพบแต่เนิ่นๆ ช่วยให้เริ่มป้องกันได้ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรง

ความเสี่ยงระยะยาวถ้าสายตาสั้นมาก

สายตาสั้นที่ค่าสูงเกิน -6.00 Diopter จัดอยู่ในกลุ่ม High Myopia ซึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคตาร้ายแรงที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

  • จอประสาทตาหลุดลอก หรือ Retinal Detachment เสี่ยงสูงขึ้น 6-8 เท่า
  • ต้อหิน หรือ Glaucoma เสี่ยงสูงขึ้น 2-3 เท่า
  • ต้อกระจกก่อนวัย หรือ Early Cataract
  • จอประสาทตาเสื่อม หรือ Myopic Macular Degeneration

เป้าหมายของการชะลอสายตาสั้นจึงไม่ใช่เพียงแค่ให้เด็กมองเห็นชัดในปัจจุบัน แต่คือทำให้ค่าสายตาสุดท้ายหยุดอยู่ต่ำกว่า -6.00 Diopter เพื่อลดความเสี่ยงโรคเหล่านี้ในระยะยาว การเริ่มต้นดูแลตั้งแต่อายุน้อยมีความสำคัญมากกว่าการรักษาทีหลัง

ในแง่เศรษฐศาสตร์สุขภาพ การใช้เงินกับเลนส์สายตาที่ดีและการตรวจตาสม่ำเสมอตั้งแต่วัยเด็ก มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาโรคจอประสาทตาหรือต้อหินในวัยผู้ใหญ่หลายเท่า

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ แนวทางปฏิบัติจริง

สรุปเป็นขั้นตอนที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน สำหรับครอบครัวไทยที่เด็กมีความเสี่ยงสายตาสั้น

  1. พาเด็กตรวจวัดสายตากับผู้เชี่ยวชาญ อย่ารอให้เด็กบ่อก่อน เริ่มตั้งแต่อายุ 3-4 ปี
  2. ถ้ามีสายตาสั้นแล้ว ตัดแว่นสายตาที่ตรงค่าสายตา และกลับมาตรวจทุก 6 เดือน
  3. สนับสนุนกิจกรรมกลางแจ้งอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน แม้ในวันเรียน
  4. จำกัดหน้าจอและใช้กฎ 20-20-20 อย่างจริงจัง
  5. ตั้งระยะห่างหน้าจอให้ถูกต้อง อย่างน้อย 30-50 เซนติเมตร
  6. ถ้าค่าสายตาเพิ่มเร็วเกิน -1.00 Diopter ต่อปี ปรึกษาจักษุแพทย์เรื่องเลนส์ชะลอหรือ Ortho-K
  7. เลือกแว่นเด็กที่กรอบและเลนส์เหมาะกับวัย ไม่ใช่แว่นผู้ใหญ่ตัดเล็กลง

สายตาสั้นในเด็กไม่มีทางรักษาให้หายได้ด้วยวิธีที่ไม่ผ่าตัด แต่ชะลอได้ถ้าเริ่มต้นถูกวิธีตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องพฤติกรรม เลนส์ที่เหมาะสม และการตรวจตาสม่ำเสมอ ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการพาเด็กไปวัดสายตากับผู้เชี่ยวชาญที่มีเครื่องมือครบครัน เพื่อรู้ค่าสายตาที่แม่นยำและได้คำแนะนำที่ตรงกับสภาพสายตาของเด็กโดยเฉพาะ

เลนส์ชะลอสายตาสั้นสำหรับเด็ก ทำงานอย่างไร

เลนส์ชะลอสายตาสั้น หรือ Myopia Control Lens มีการออกแบบพิเศษที่แตกต่างจากเลนส์สายตาสั้นทั่วไป โดยในขณะที่เลนส์ปกติแก้ไขให้มองชัดที่จุดกลาง เลนส์ชะลอสายตาสั้นจะจัดการกับ Peripheral Defocus ซึ่งเป็นสัญญาณที่กระตุ้นให้กระบอกตายาวขึ้น

หลักการทำงานคือ เลนส์เหล่านี้สร้างโซนที่ทำให้ภาพบริเวณขอบของสนามการมองเห็นตกโฟกัสที่หน้าจอประสาทตา หรือแม้แต่หน้าจอประสาทตาเล็กน้อย แทนที่จะตกหลังจอ เมื่อสมองและตาได้รับสัญญาณแบบนี้ การเจริญเติบโตของกระบอกตาจะลดลง ผลลัพธ์คือค่าสายตาสั้นเพิ่มช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ

เลนส์ชะลอสายตาสั้นที่มีหลักฐานทางคลินิกรองรับชัดเจน ได้แก่ Essilor Stellest, ZEISS MyoKids, และ Hoya MiyoSmart ซึ่งทั้งหมดมีงานวิจัย 2-3 ปีที่แสดงให้เห็นการชะลอการยืดของกระบอกตาเฉลี่ย 0.12-0.17 มิลลิเมตรต่อปี ตัวเลขนี้ดูเล็กน้อย แต่ถ้าสะสมต่อเนื่อง 5-10 ปีในช่วงวัยเรียน ความแตกต่างของค่าสายตาสุดท้ายอาจอยู่ที่ -1.00 ถึง -2.00 Diopter ซึ่งมีผลอย่างมากต่อความเสี่ยงโรคตาในวัยผู้ใหญ่

เลนส์ชะลอสายตาสั้นเหมาะกับเด็กอายุเท่าไร

โดยทั่วไปแพทย์และนักทัศนมาตรแนะนำให้เริ่มใช้เลนส์ชะลอสายตาสั้นในเด็กอายุ 6-16 ปี ที่มีค่าสายตาสั้นแล้วและกำลังเพิ่มขึ้น ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี เพราะช่วงที่กระบอกตาเติบโตเร็วที่สุดคือ 8-14 ปี การชะลอในช่วงนี้จะมีผลต่อค่าสายตาสุดท้ายมากที่สุด

ราคาของเลนส์ชะลอสายตาสั้นอยู่ที่ประมาณ 5,000-15,000 บาทต่อคู่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและแบรนด์ ซึ่งสูงกว่าเลนส์สายตาทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคตาในอนาคต ถือว่าคุ้มค่ามาก พ่อแม่หลายคนมองว่านี่เป็นการลงทุนระยะยาวให้กับสุขภาพตาของลูก

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อยเกี่ยวกับสายตาสั้นในเด็ก

จากประสบการณ์ที่ร้านแว่น มีคำถามที่พ่อแม่ถามบ่อยมากหลายข้อ ขอตอบไว้ตรงนี้เลย

การใส่แว่นทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้นหรือไม่

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุด คำตอบคือไม่ การใส่แว่นที่ตรงค่าสายตาไม่ได้ทำให้สายตาสั้นเพิ่ม ในทางตรงข้าม การไม่ใส่แว่นหรือใส่แว่นที่ค่าไม่ตรง ทำให้ตาต้องปรับโฟกัสหนักขึ้น ซึ่งอาจทำให้สายตาสั้นเพิ่มเร็วกว่าปกติด้วยซ้ำ

ค่าสายตาที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องปกติในวัยเด็กและวัยรุ่น เกิดจากกระบอกตาที่ยังเติบโต ไม่ได้เกิดจากแว่น ดังนั้นถ้าลูกใส่แว่นแล้วค่าสายตาเพิ่มขึ้นในปีถัดมา ไม่ใช่ความผิดของแว่น แต่เป็นพัฒนาการตามธรรมชาติของกระบอกตาในวัยนั้น

เด็กควรใส่แว่นตลอดเวลาหรือแค่ตอนอ่านหนังสือ

ขึ้นอยู่กับค่าสายตา ถ้าสายตาสั้นมากกว่า -1.00 Diopter ขึ้นไป ควรใส่แว่นตลอดเวลาที่ตื่น รวมถึงตอนเล่นกีฬาด้วย เพราะการมองชัดช่วยพัฒนาการประสานงานของตาและมือ ซึ่งสำคัญมากในวัยเด็ก

สำหรับเด็กที่เล่นกีฬาหรือกิจกรรมที่มีการกระแทก ควรใช้เลนส์ Polycarbonate ซึ่งแข็งแกร่งกว่าและไม่แตกเป็นเสี่ยงอันตรายเหมือนแก้ว กรอบแว่นควรเป็นชนิด Sports Frame ที่มีขาแว่นยึดหัวได้มั่นคง

คอนแทคเลนส์สำหรับเด็กอายุเท่าไรถึงใช้ได้

คอนแทคเลนส์ทั่วไปสำหรับเด็กมักแนะนำที่อายุ 12-14 ปีขึ้นไป โดยขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะและความรับผิดชอบของเด็กในการดูแลความสะอาด ส่วน Ortho-K สามารถเริ่มได้เร็วกว่านั้น คือประมาณ 8-10 ปี เพราะสวมเฉพาะตอนนอนและมีพ่อแม่ดูแลการใส่ถอดได้

ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด การปรึกษาจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรก่อนตัดสินใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแต่ละเด็กมีสภาพสายตาและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ไม่มีสูตรสำเร็จที่เหมาะกับทุกคน

โภชนาการกับสุขภาพตาของเด็ก

งานวิจัยด้านโภชนาการและสุขภาพตาในเด็กยังอยู่ในระหว่างการศึกษา แต่มีหลักฐานว่าสารอาหารบางชนิดมีบทบาทในการรักษาสุขภาพดวงตา ได้แก่ Lutein และ Zeaxanthin ที่พบในผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อกโคลี และผักโขม ซึ่งช่วยปกป้องจอประสาทตาจากความเสียหาย

Vitamin A หรือ Beta-carotene ที่พบในแครอท ฟักทอง และมันเทศ มีความสำคัญต่อการทำงานของ Rhodopsin ซึ่งเป็นสารในเซลล์รับแสงในจอประสาทตา การขาด Vitamin A เป็นสาเหตุหนึ่งของการมองเห็นในที่มืดไม่ดี และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวรได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าการกินสารอาหารเหล่านี้จะช่วยชะลอสายตาสั้นได้โดยตรง แต่การกินอาหารที่หลากหลายและมีโภชนาการครบถ้วนย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมรวมถึงสุขภาพตาด้วย

สรุป จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพตาของเด็ก

สายตาสั้นในเด็กเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าที่เห็น ไม่ใช่แค่เรื่องตัดแว่น แต่เป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพตาในระยะยาว ข้อมูลในปี 2026 ชี้ชัดว่ายิ่งเริ่มต้นดูแลเร็วเท่าไร ผลลัพธ์ยิ่งดีเท่านั้น ทั้งในแง่ค่าสายตาสุดท้ายและความเสี่ยงโรคตาในอนาคต

การผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง จำกัดหน้าจอ แว่นสายตาที่ตรงค่า และเลนส์ชะลอสายตาสั้นถ้าจำเป็น ให้ผลดีกว่าการใช้วิธีเดียว และการตรวจวัดสายตาสม่ำเสมอจะช่วยให้รู้ว่าวิธีที่ใช้อยู่ได้ผลหรือต้องปรับแผนหรือไม่

สำหรับพ่อแม่ที่ต้องการพาเด็กไปตรวจวัดสายตาหรือปรึกษาเรื่องเลนส์ชะลอสายตาสั้น Siam Eyewear มีนักทัศนมาตรที่เชี่ยวชาญด้านสายตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมเครื่อง ZEISS 4 เครื่องสำหรับวัดสายตาแม่นยำสูง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่หน้าตัดแว่นสายตาของเราได้เลย

ภาวะแทรกซ้อนจากสายตาสั้นที่ถูกมองข้าม

นอกจากการมองไม่ชัดแล้ว สายตาสั้นที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเด็กได้มากกว่าที่คิด

ด้านการเรียน เด็กที่มองกระดานไม่ชัดมักตกหล่นในการจดบันทึก เข้าใจบทเรียนได้ช้ากว่า และอาจถูกมองว่าไม่ตั้งใจเรียนหรือมีปัญหาด้านการเรียนรู้ ทั้งที่จริงแล้วปัญหาอยู่ที่สายตา งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเด็กที่ได้รับแว่นสายตาที่เหมาะสมมีผลการเรียนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายใน 1 เทอม

ด้านพัฒนาการทางสังคม เด็กที่มองไม่ชัดมักหลีกเลี่ยงกิจกรรมกีฬาหรือเกมที่ต้องใช้การมองไกล ซึ่งทำให้ขาดโอกาสพัฒนาทักษะทางสังคมและการทำงานเป็นทีม รวมถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกันด้วย

ด้านความปลอดภัย เด็กที่มองไม่ชัดมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่า เพราะไม่สามารถมองเห็นอุปสรรคหรืออันตรายในระยะไกลได้ทัน ทั้งในการเล่นและการเดินทาง

เปรียบเทียบวัสดุเลนส์สำหรับเด็ก ควรเลือกแบบไหน

การเลือกวัสดุเลนส์สำหรับเด็กมีความสำคัญมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กมีโอกาสทำเลนส์แตก หล่น หรือเลนส์ถูกกระทบกระแทกบ่อยกว่ามาก วัสดุเลนส์หลักที่มีอยู่ในตลาดมี 3 แบบหลัก

เลนส์พลาสติกทั่วไป หรือ CR-39 เป็นเลนส์พลาสติกมาตรฐานที่มีน้ำหนักเบา ให้ความชัดของภาพดี และราคาไม่แพง แต่มีข้อเสียคือแตกได้ง่ายเมื่อถูกแรงกระแทก ไม่แนะนำสำหรับเด็กที่เล่นกีฬาหรือมีพลังงานสูง

เลนส์ Polycarbonate เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กส่วนใหญ่ มีความแข็งแกร่งทนแรงกระแทกได้มากกว่า CR-39 ถึง 10 เท่า น้ำหนักเบากว่า 20% และมีการกรอง UV 100% ในตัวเลนส์โดยไม่ต้องเคลือบเพิ่ม ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือขูดข่วนได้ง่ายกว่าเล็กน้อย แต่แก้ได้ด้วยการเคลือบสารป้องกันรอยขูด

เลนส์ Trivex เป็นวัสดุใหม่กว่าที่ให้ความชัดของภาพดีกว่า Polycarbonate เล็กน้อย ทนแรงกระแทกได้ดีพอๆ กัน น้ำหนักเบาที่สุดในสามตัวเลือก แต่ราคาสูงกว่า เหมาะสำหรับเด็กที่ต้องการความชัดเจนของภาพสูงและค่าสายตาไม่มากนัก

การเคลือบเลนส์ที่แนะนำสำหรับเลนส์เด็ก

นอกจากวัสดุเลนส์แล้ว การเคลือบเลนส์ก็มีความสำคัญ การเคลือบที่แนะนำสำหรับเด็กประกอบด้วย การเคลือบป้องกันรอยขูด หรือ Scratch Coating ช่วยให้เลนส์ทนทานขึ้นต่อการขูดข่วนจากทรายหรือฝุ่น การเคลือบกันสะท้อนแสง หรือ Anti-reflective Coating ช่วยลดแสงสะท้อนที่ทำให้ตาล้าเมื่อใช้คอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือในที่มีแสงจ้า และการเคลือบกรอง Blue Light ซึ่งช่วยกรองแสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เด็กใช้ทุกวัน

สำหรับเด็กที่ใช้หน้าจอมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน การเคลือบ Blue Light Filter เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก เพราะแสงสีฟ้าพลังงานสูงในช่วงความยาวคลื่น 415-455 นาโนเมตรมีงานวิจัยสนับสนุนว่าอาจส่งผลต่อจอประสาทตาในระยะยาว แม้ผลกระทบระยะสั้นที่ชัดเจนที่สุดคือการรบกวนการนอนหลับโดยยับยั้งการหลั่ง Melatonin

ไลฟ์สไตล์ที่ช่วยชะลอสายตาสั้นในยุคดิจิทัล

สำหรับครอบครัวในยุคปัจจุบันที่หลีกเลี่ยงหน้าจอได้ยาก การปรับไลฟ์สไตล์ให้สมดุลมีความสำคัญมากกว่าการห้ามเด็กใช้หน้าจออย่างเด็ดขาด เพราะนั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ทำได้จริงในสังคมปัจจุบัน

กำหนด Screen-Free Time อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้กล้ามเนื้อตาได้พักและร่างกายหลั่ง Melatonin ตามธรรมชาติ ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อการนอนหลับและสุขภาพตา ในช่วงนี้ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมอื่นแทน เช่น อ่านหนังสือในที่แสงสว่างพอ ฟังเพลง หรือเล่นเกมกระดาน

ปรับแสงสว่างในบ้านให้เหมาะสม โต๊ะเรียนหรือโต๊ะอ่านหนังสือควรมีแสงสว่างเพียงพอจากทั้งแสงธรรมชาติและโคมไฟ แต่ไม่สว่างจนเกินไปจนเกิดแสงจ้าสะท้อน ตำแหน่งโคมไฟที่ดีคือวางไว้ด้านซ้ายสำหรับเด็กที่ถนัดขวา เพื่อไม่ให้เงามือบดบังหน้าสิ่งที่อ่าน

ปรับความสว่างและโทนสีหน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โหมด Night Mode หรือ Warm Display Mode ช่วยลดแสงสีฟ้าในช่วงเย็นและกลางคืน ขนาดตัวอักษรบนหน้าจอควรใหญ่พอที่เด็กไม่ต้องเอนตัวเข้าไปอ่าน ถ้าเด็กต้องเอนตัวหรือหรี่ตาเพื่ออ่าน นั่นเป็นสัญญาณว่าค่าสายตาอาจเปลี่ยนแล้วและต้องตรวจวัดใหม่

สุดท้าย การสื่อสารกับครูและโรงเรียนก็สำคัญ ถ้าเด็กมีสายตาสั้น ครูควรรู้เพื่อจัดให้นั่งแถวหน้า หรือใช้ตัวอักษรบนกระดานที่ใหญ่พอ นอกจากนี้ถ้าโรงเรียนมีนโยบาย Screen Time ที่ชัดเจน ก็จะช่วยสนับสนุนการดูแลสุขภาพตาของเด็กทุกคนได้ด้วย

การเลือกกรอบแว่นที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละวัย

กรอบแว่นที่ดีสำหรับเด็กต้องคำนึงถึงทั้งความปลอดภัย ความทนทาน และความสะดวกสบาย เพราะถ้าเด็กรู้สึกไม่สบายหรือแว่นไม่พอดีหน้า เด็กมักจะไม่ยอมใส่ ทำให้การแก้ไขสายตาไม่ได้ผลเต็มที่

สำหรับเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี กรอบแว่นควรทำจากยาง Rubber หรือ Silicone ที่นิ่มและยืดหยุ่น มีสายรัดศีรษะด้านหลังเพื่อให้แว่นอยู่ที่ตำแหน่งเดิมตลอดเวลา และมีระบบป้องกันรอยงอหรือแตกหัก กรอบขนาดเล็กที่พอดีกับสัดส่วนใบหน้าเด็กสำคัญมาก เพราะกรอบที่ใหญ่เกินจะทำให้แว่นลงมาและเด็กมองผ่านเลนส์ไม่ตรงจุด Optical Center

สำหรับเด็กวัยเรียนอายุ 6-12 ปี กรอบแว่นควรแข็งแรงทนทาน วัสดุ TR90 หรือ Nylon เป็นตัวเลือกยอดนิยมเพราะน้ำหนักเบา ไม่แตกง่าย และสีไม่ซีดเร็ว ขาแว่นที่มีสปริง Hinge ช่วยให้แว่นยืดได้เมื่อเด็กถอดใส่แรงๆ โดยไม่งอหรือหัก จุดนี้ช่วยประหยัดค่าซ่อมได้มาก

สำหรับวัยรุ่นอายุ 13 ปีขึ้นไป ทางเลือกกว้างขึ้นมาก ทั้งกรอบโลหะ กรอบพลาสติก หรือกรอบ Rimless อย่างไรก็ตาม ควรเลือกกรอบที่พอดีกับสัดส่วนใบหน้า ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เพื่อให้เลนส์อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและให้ประสิทธิภาพการมองเห็นสูงสุด ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเลือกแว่นสายตาผู้หญิงและแว่นสายตาผู้ชายในวัยรุ่นได้ที่ลิงก์เหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นวัยไหน การพาเด็กไปลองแว่นจริงๆ ที่ร้านแว่นที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับแว่นเด็กโดยเฉพาะ จะช่วยให้ได้แว่นที่พอดีและใช้งานได้จริงมากกว่าการสั่งออนไลน์โดยไม่ได้ลอง เพราะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ระยะห่างระหว่างรูม่านตา หรือความโค้งของสันจมูก มีผลอย่างมากต่อความแม่นยำของเลนส์และความสะดวกสบายในการใส่ทุกวัน การตัดแว่นสายตาด้วยความเชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กที่มีสายตาสั้น

ในที่สุดแล้ว การดูแลสุขภาพตาของเด็กเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพ่อแม่ ครู และผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและการปฏิบัติที่สม่ำเสมอ เด็กไทยในปี 2026 สามารถมีสุขภาพตาที่ดีได้ แม้จะอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยหน้าจอและความเร่งรีบ เริ่มต้นวันนี้ด้วยการนัดตรวจวัดสายตาให้ลูก ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนยากต่อการแก้ไข สายตาของลูกมีค่าเกินกว่าจะปล่อยให้โอกาสในการดูแลหลุดไปโดยเปล่าประโยชน์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกเลนส์ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Siam Eyewear พร้อมให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปีในการดูแลสายตาให้ลูกค้ากว่า 10,000 คน และเครื่อง ZEISS ที่ทันสมัย 4 เครื่อง ช่วยให้วัดสายตาได้แม่นยำในระดับ 0.01 Diopter ซึ่งสำคัญมากสำหรับการตัดเลนส์เด็กที่ต้องการความแม่นยำสูง เลนส์เริ่มต้นที่ 2,880 บาท มีให้เลือกหลากหลายระดับตามความต้องการและงบประมาณ ทุกคู่ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน

สายตาเด็กไม่ใช่เรื่องที่รอได้ ยิ่งเริ่มต้นดูแลเร็ว ผลลัพธ์ยิ่งดี

ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายผู้เชี่ยวชาญได้เลย

ZEISS Certified Partner

เลนส์คุณภาพจากเยอรมนี

รับประกันค่าสายตา 90 วัน

เปลี่ยนเลนส์ฟรีถ้าค่าสายตาไม่ตรง

ของแท้ 100%

พร้อมใบรับประกัน 1 ปี

ชำระเงินปลอดภัย

บัตรเครดิต / โอนเงิน / ผ่อน 0%

แชทกับเรา