วัด PD คืออะไร และทำไมค่า Pupillary Distance ถึงสำคัญกับแว่นสายตา 2026
ถ้าเคยรู้สึกว่าใส่แว่นใหม่แล้วปวดหัว มองแล้วเมื่อยตา หรือรู้สึกว่าภาพเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง สาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยมากในห้องตัดแว่นคือค่า PD ที่วัดผิด ไม่ใช่เรื่องของค่าสายตาเสมอไป
PD หรือ Pupillary Distance คือระยะห่างระหว่างศูนย์กลางของรูม่านตาสองข้าง วัดเป็นมิลลิเมตร ค่านี้บอกว่าช่างแว่นต้องวางศูนย์กลางเลนส์ตรงจุดไหนของกรอบ ให้ตรงกับที่ตามองตรงพอดี ถ้า PD ผิดแม้เพียง 2-3 มิลลิเมตร สมองต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อปรับภาพให้ตรงกัน นั่นคือสาเหตุของอาการเมื่อยตาที่หลายคนไม่รู้ว่ามาจากไหน
บทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับค่า PD ตั้งแต่ความหมาย วิธีวัดด้วยตัวเองที่บ้าน วิธีวัดแบบมืออาชีพ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และเมื่อไหรที่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญวัดให้
วัด PD ค่า Pupillary Distance คืออะไร ทำไมถึงต้องรู้ก่อนตัดแว่น
PD ย่อมาจาก Pupillary Distance (หรือที่เรียกอย่างถูกต้องว่า Interpupillary Distance หรือ IPD) หมายถึงระยะห่างระหว่างศูนย์กลางรูม่านตาซ้ายและขวา วัดเป็นหน่วยมิลลิเมตร
ค่า PD ในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 54-74 มม. โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 63-64 มม. สำหรับผู้หญิง และ 64-66 มม. สำหรับผู้ชาย แต่ค่านี้แตกต่างกันในแต่ละบุคคลตามโครงสร้างใบหน้า
PD มี 3 ประเภทที่ต้องรู้จัก
- Distance PD (PD ไกล) – ระยะห่างระหว่างรูม่านตาเมื่อมองวัตถุที่อยู่ไกลออกไป (มองตรง) ใช้สำหรับเลนส์แว่นทั่วไปและเลนส์กันแดด
- Near PD (PD ใกล้) – ระยะห่างเมื่อมองวัตถุใกล้ เช่น หนังสือหรือหน้าจอที่ระยะ 33-40 ซม. โดยทั่วไปจะน้อยกว่า Distance PD ประมาณ 3-4 มม. เพราะตาทั้งสองข้างเหลือบเข้าหากันเมื่อมองใกล้ ใช้สำหรับแว่นอ่านหนังสือและส่วนล่างของเลนส์โปรเกรสซีฟ
- Monocular PD (PD รายข้าง) – ระยะห่างจากรูม่านตาข้างขวาและซ้ายไปยังศูนย์กลางสันจมูก แยกเป็นตาขวา (OD) และตาซ้าย (OS) ค่าของแต่ละข้างอาจไม่เท่ากันเพราะใบหน้าไม่สมมาตรสมบูรณ์ สำคัญมากสำหรับเลนส์โปรเกรสซีฟและเลนส์ความเบี้ยวสูง
ตัวอย่าง: ถ้าค่า Binocular PD รวมอยู่ที่ 64 มม. Monocular PD อาจเป็น OD=32 / OS=32 (ใบหน้าสมมาตร) หรือ OD=33 / OS=31 (ไม่สมมาตร) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันมากในกระบวนการตัดเลนส์
วิธีวัด PD ด้วยตัวเองที่บ้าน – 4 วิธีที่ใช้ได้จริง
การวัด PD ที่บ้านทำได้หลายวิธี แต่ต้องเข้าใจว่าความแม่นยำของแต่ละวิธีต่างกัน สำหรับเลนส์ทั่วไปที่ค่าสายตาไม่สูง การวัดเองที่บ้านมีความแม่นยำเพียงพอ แต่ถ้าค่าสายตาเกิน -5.00 หรือ +3.00 ขึ้นไป หรือต้องการเลนส์โปรเกรสซีฟ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญวัด
วิธีที่ 1 – วัด PD ด้วยไม้บรรทัดและกระจก
วิธีนี้เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันมานาน ใช้ไม้บรรทัดมิลลิเมตรและกระจกธรรมดา มีความแม่นยำ ±1-2 มม.
- ยืนหน้ากระจกที่ระยะ 20-30 ซม.
- ถือไม้บรรทัดใส่ไว้ที่ระดับดั้งจมูก แนบกับหน้าผาก ตั้งให้ขนานกับพื้น
- หลับตาขวา ใช้ตาซ้ายมองตรงไปข้างหน้า จัดให้เส้น 0 มม. ตรงกับศูนย์กลางรูม่านตาซ้าย
- หลับตาซ้าย เปิดตาขวา อ่านค่าที่ตรงกับศูนย์กลางรูม่านตาขวา
- ทำซ้ำ 3 ครั้ง เอาค่าเฉลี่ย
เคล็ดลับสำคัญ: อย่าใช้วิธีลืมตาทั้งสองข้างพร้อมกันแล้วพยายามอ่านค่าในคราวเดียว เพราะตาจะขยับตามไม้บรรทัดแทนที่จะมองตรงข้างหน้า ให้สลับปิดตาทีละข้างเท่านั้น
วิธีที่ 2 – ใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน
ในปี 2026 แอปวัด PD บนสมาร์ทโฟนมีความแม่นยำสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะบน iPhone ที่มีกล้อง TrueDepth (Face ID) สามารถใช้ Depth Imaging วัดได้โดยไม่ต้องใช้วัตถุอ้างอิง
แอปที่นิยมในปัจจุบัน:
- GlassesOn (iOS/Android) – ใช้บัตรเครดิตหรือบัตรประชาชนเป็น size reference ความแม่นยำ ±1 มม.
- PD Measurement (Essilor) – ใช้ Corneal Reflection Algorithm ร่วมกับการอัปโหลดรูปถ่าย
- Warby Parker App (iOS) – บน iPhone X ขึ้นไป ใช้ Face ID depth sensor วัดได้แม่นยำถึง ±0.5 มม.
วิธีใช้แอปที่ถูกต้อง:
- ให้คนอื่นช่วยถ่ายรูป ไม่ใช้ selfie เพราะระยะโฟกัสต่างกัน
- ถ่ายในแสงธรรมชาติหรือแสงสว่างเพียงพอ ไม่ใช้แฟลช
- มองตรงไปข้างหน้าในระยะ 1 เมตรจากกล้อง
- วางการ์ดอ้างอิงไว้บนสันจมูกหรือหน้าผาก
- ถ่ายอย่างน้อย 3 ครั้งแล้วเอาค่าเฉลี่ย
วิธีที่ 3 – ใช้แว่นเก่าเป็น Template
ถ้ามีแว่นเก่าที่ตัดแล้วใส่ชัดและไม่ปวดหัว สามารถวัด PD จากแว่นคู่นั้นได้
- สวมแว่นเก่าแล้วยืนหน้ากระจก
- ใช้ปากกาหมึกชั่วคราว (whiteboard marker) จุดที่กึ่งกลางรูม่านตาบนเลนส์แว่นแต่ละข้าง
- ถอดแว่นออก วัดระยะห่างระหว่างจุดสองจุดด้วยไม้บรรทัดมิลลิเมตร
วิธีนี้ใช้ได้ดีถ้าแว่นเก่าตัดมาถูกต้อง แต่ถ้าแว่นเก่ามีปัญหาอยู่แล้ว ค่า PD ที่ได้ก็ยังผิดเหมือนเดิม
วิธีที่ 4 – ให้ผู้เชี่ยวชาญวัดด้วย Pupillometer
เครื่อง Pupillometer แบบมืออาชีพทำงานโดยใช้หลัก Corneal Reflex – ยิงแสง Infrared เข้าไปที่กระจกตา แล้วจับแสงสะท้อนเพื่อคำนวณระยะห่างระหว่างศูนย์กลางรูม่านตาทั้งสองข้างพร้อมกัน
ความแม่นยำของ Pupillometer คือ ±0.1-0.5 มม. เทียบกับการวัดเองที่บ้านซึ่งได้ ±1-3 มม. สำหรับเลนส์โปรเกรสซีฟหรือเลนส์ค่าสายตาสูง ความต่าง 1-2 มม. ส่งผลชัดเจนต่อคุณภาพการมองเห็น
วัด PD ด้วยตัวเองแล้วนำไปตัดแว่น – ค่าไหนใช้ได้ ค่าไหนต้องระวัง
คำถามที่พบบ่อยมากคือ วัด PD เองที่บ้านแล้วสั่งแว่นออนไลน์หรือนำไปร้านได้เลยไหม คำตอบขึ้นอยู่กับประเภทของเลนส์และค่าสายตา
เลนส์ที่วัด PD เองได้ไม่มีปัญหา
- เลนส์ชั้นเดียว (Single Vision) ค่าสายตาระหว่าง -4.00 ถึง +2.00
- แว่นกันแดดไม่มีค่าสายตา
- แว่นอ่านหนังสือค่าต่ำ (ต่ำกว่า +2.50)
เลนส์ที่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญวัด PD เท่านั้น
- เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Lens) ทุกยี่ห้อและทุกค่าสายตา เพราะต้องวัด Monocular PD พร้อม Fitting Height ด้วย
- เลนส์ค่าสายตาเกิน ±5.00 ในแนวใดแนวหนึ่ง
- เลนส์ค่าสายตาเอียงสูงกว่า 2.00 diopter
- เลนส์ Freeform หรือ Digital Lens ที่ใช้ Monocular PD ในการคำนวณออปติคัล
สำหรับคนที่ต้องการตัดแว่นสายตาที่ไหนดีโดยเฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟ ควรให้ช่างแว่นหรือนักทัศนมาตรวัด PD ด้วยเครื่องโดยตรง เพราะผิด 1 มม. ในเลนส์โปรเกรสซีฟ อาจทำให้ปรับตัวกับแว่นไม่ได้เลย
ค่า PD เฉลี่ยของคนไทย และวิธีแปลผลที่ถูกต้อง
ค่า PD ไม่มีตัวเลข “ปกติ” ที่ใช้ได้กับทุกคน แต่มีช่วงที่พบบ่อยตามโครงสร้างใบหน้าของแต่ละกลุ่มประชากร
| กลุ่ม | Binocular PD เฉลี่ย | ช่วงปกติ |
|---|---|---|
| ผู้ใหญ่ทั่วไป (เอเชีย) | 62-64 มม. | 54-72 มม. |
| ผู้หญิง (เอเชีย) | 60-63 มม. | 54-68 มม. |
| ผู้ชาย (เอเชีย) | 63-66 มม. | 58-72 มม. |
| เด็ก 8-12 ปี | 54-58 มม. | 50-62 มม. |
| วัยรุ่น 13-17 ปี | 56-62 มม. | 52-66 มม. |
สังเกตว่าค่า PD ของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานตะวันตกที่ 63-66 มม. เล็กน้อย เพราะโครงสร้างใบหน้าเอเชียโดยทั่วไปแคบกว่าเล็กน้อย
วิธีอ่านค่า PD บนใบสั่งแว่น
บนใบสั่งแว่น (Prescription) ค่า PD อาจเขียนในหลายรูปแบบ:
- PD: 64 – Binocular PD รวม 64 มม. ใช้สำหรับเลนส์ชั้นเดียวทั่วไป
- PD: 32/32 – Monocular PD ขวา 32 มม. / ซ้าย 32 มม.
- PD: 33/31 – Monocular PD ขวา 33 มม. / ซ้าย 31 มม. (ใบหน้าไม่สมมาตร)
- PD D: 64 / N: 61 – Distance PD 64 มม. / Near PD 61 มม.
ถ้าใบสั่งแว่นมีเฉพาะ Binocular PD แต่ต้องการตัดเลนส์โปรเกรสซีฟ ให้แจ้งร้านว่าต้องการวัด Monocular PD เพิ่ม เพราะจำเป็นต้องใช้ค่านี้ในการจัดวางศูนย์กลางเลนส์
วัด PD ผิดส่งผลอย่างไร สัญญาณที่บอกว่า PD ไม่ถูก
ค่า PD ที่ผิดพลาดส่งผลต่อการมองเห็นในหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับว่าค่าผิดไปมากน้อยแค่ไหนและเป็นเลนส์ประเภทใด
อาการที่บ่งบอกว่าค่า PD ผิด
- ปวดหัวบริเวณหน้าผากหรือขมับ โดยเฉพาะหลังใส่แว่นไม่นาน
- ตาล้า เมื่อยตา หรือรู้สึกว่าตาต้องออกแรงเพิ่มขึ้น
- มองแล้วรู้สึกว่าภาพสองภาพซ้อนกันเล็กน้อย (Double Vision เล็กน้อย)
- รู้สึกว่าแว่นไม่นิ่ง ภาพเหมือนล่องลอย
- เวียนหัว คลื่นไส้เมื่อใส่แว่นใหม่นานกว่า 2 สัปดาห์
- สำหรับเลนส์โปรเกรสซีฟ: ปรับตัวไม่ได้เลย แม้ใช้มาหลายสัปดาห์
อาการปรับตัวไม่ได้ภายใน 2 สัปดาห์แรกเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเกิน 3-4 สัปดาห์แล้วยังมีอาการ ให้กลับไปที่ร้านและขอให้ตรวจสอบค่า PD และ Fitting Height ก่อนเสมอ ก่อนสงสัยว่าค่าสายตาผิด
ที่ Siam Eyewear การวัดค่า PD ทุกครั้งใช้เครื่อง Pupillometer แบบ Digital ที่มีความแม่นยำ ±0.25 มม. โดยช่างแว่นที่ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทาง รวมถึงวัด Monocular PD สำหรับการตัดเลนส์โปรเกรสซีฟทุกคู่
วัด PD สำหรับเลนส์โปรเกรสซีฟ – ทำไมต้องละเอียดกว่า
เลนส์โปรเกรสซีฟมีโซนการมอง 3 ส่วนในเลนส์เดียวกัน คือโซนมองไกล โซนกลาง และโซนมองใกล้ การวางตำแหน่งของโซนเหล่านี้ต้องตรงกับแนวการมองของตาแต่ละข้างพอดี
ดังนั้นการตัดเลนส์โปรเกรสซีฟจึงต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกว่าเลนส์ชั้นเดียว:
- Monocular PD แยกซ้าย-ขวา (ไม่ใช่แค่ค่ารวม)
- Fitting Height (FH) ความสูงของศูนย์กลางรูม่านตาจากขอบล่างของกรอบ วัดเป็นมิลลิเมตร
- Vertex Distance ระยะห่างจากกระจกตาถึงหลังเลนส์ (ประมาณ 12-14 มม. ในการสวมใส่ปกติ)
Fitting Height ต้องวัดขณะที่ผู้ใส่สวมกรอบแว่นจริงในท่าธรรมชาติ ถ้าวัดผิด 1 มม. โซนมองไกลและใกล้จะเลื่อนขึ้นหรือลงตาม ทำให้ต้องก้มหน้าหรือเงยหน้าผิดปกติเวลาอ่านหนังสือ
สำหรับแว่นแบรนด์อย่าง Rayban ที่มีดีไซน์กรอบแตกต่างหลากหลาย ค่า Fitting Height จะต่างกันตามรูปทรงของกรอบ การวัดต้องทำบนกรอบจริงที่ผู้ใส่เลือกไว้เท่านั้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อวัด PD เอง และวิธีหลีกเลี่ยง
จากประสบการณ์ในห้องตัดแว่นมากกว่า 10 ปี ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดเมื่อลูกค้าวัด PD เองมาก่อน มีดังนี้
ข้อผิดพลาดที่ 1 – วัดผิดประเภท PD
บางคนวัด Distance PD แต่นำไปใช้กับแว่นอ่านหนังสือ ทำให้ศูนย์กลางเลนส์ไม่ตรงกับแนวการมองใกล้ หลักการง่ายๆ คือ ถ้าใส่แว่นอ่านหนังสืออย่างเดียว ให้ใช้ Near PD ซึ่งน้อยกว่า Distance PD ประมาณ 3-4 มม.
ข้อผิดพลาดที่ 2 – ตาขยับระหว่างวัด
เมื่อวัด PD ด้วยกระจกและไม้บรรทัด ตามักขยับตามไม้บรรทัดโดยไม่รู้ตัว แทนที่จะมองตรงข้างหน้า วิธีป้องกันคือให้ยึดจุดอ้างอิงที่ผนังตรงหน้าไว้ก่อน เช่น สติกเกอร์เล็กๆ ที่ระดับสายตา แล้วมองไปที่จุดนั้นตลอดการวัด
ข้อผิดพลาดที่ 3 – ถ่ายรูป selfie สำหรับแอปวัด PD
กล้องหน้าของสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่มี Focal Length สั้น ทำให้ใบหน้าดูกว้างกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย (Distortion) ค่า PD ที่วัดจากภาพ selfie จะมากกว่าความเป็นจริง 1-3 มม. ให้คนอื่นช่วยถ่ายด้วยกล้องหลังที่ระยะ 1 เมตรเสมอ
ข้อผิดพลาดที่ 4 – ไม่วัดซ้ำ
ค่า PD ที่วัดด้วยตัวเองมี Error ปกติ ±1-2 มม. ต่อครั้ง การวัดครั้งเดียวแล้วใช้เลยอาจได้ค่าที่ off อยู่ถึง 2 มม. ควรวัดอย่างน้อย 3 ครั้งแล้วเอาค่าเฉลี่ย ถ้าค่าที่ได้ต่างกันมากกว่า 3 มม. ในแต่ละครั้ง ให้วัดใหม่ทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวัด PD ค่า Pupillary Distance
ค่า PD เปลี่ยนแปลงตามอายุได้ไหม
ในผู้ใหญ่ ค่า PD มักคงที่หลังอายุประมาณ 18-20 ปี เมื่อกะโหลกศีรษะพัฒนาเต็มที่แล้ว แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในผู้สูงอายุเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่ออ่อน อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงนี้น้อยมาก (น้อยกว่า 1 มม.) และส่วนใหญ่ไม่มีผลต่อคุณภาพเลนส์
ทำไมแต่ละร้านวัดค่า PD ไม่เหมือนกัน
ความแตกต่างของค่า PD ระหว่างร้านเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ วิธีการวัด (ไม้บรรทัด vs Pupillometer), ท่าของผู้รับบริการ, ระยะห่างเมื่อวัด (ใกล้หรือไกล), และประสบการณ์ของช่างวัด ความแตกต่าง 0.5-1 มม. ระหว่างร้านเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่ความผิดพลาด
ใช้ค่า PD จากแว่นเก่าตัดแว่นใหม่ได้ไหม
ได้ ถ้าแว่นเก่าตัดมาถูกต้องและใส่ได้สบาย แต่ถ้าเปลี่ยนกรอบแว่นใหม่ที่มีขนาดหรือทรงต่างออกไปมาก โดยเฉพาะเลนส์โปรเกรสซีฟ ควรวัด Fitting Height ใหม่บนกรอบใหม่ด้วย เพราะ PD อาจเท่าเดิมแต่ Fitting Height เปลี่ยน
วัด PD แล้วออนไลน์สั่งแว่นได้เลยไหม
ถ้าเป็นเลนส์ชั้นเดียวค่าสายตาไม่สูง (ระหว่าง -4.00 ถึง +2.00) และวัด PD ด้วยวิธีที่ถูกต้อง การสั่งออนไลน์ทำได้ แต่ถ้าต้องการเลนส์โปรเกรสซีฟ เลนส์ค่าสายตาสูง หรือเลนส์เฉพาะทาง ควรตัดแว่นที่ไหนดีโดยตรง เพราะต้องวัดหน้างานหลายค่าพร้อมกัน ทั้ง Monocular PD, Fitting Height, และ Vertex Distance
สรุป – วัด PD อย่างไรให้ได้ค่าที่แม่นยำที่สุด
ค่า PD คือรากฐานของการตัดแว่นที่ดี ก่อนตัดสินใจตัดแว่นทุกครั้ง ไม่ว่าจะออนไลน์หรือที่ร้าน ควรมีค่า PD ที่เชื่อถือได้ก่อนเสมอ สรุปหลักการง่ายๆ:
- เลนส์ชั้นเดียว ค่าสายตาต่ำ – วัดเองที่บ้านได้ ใช้ไม้บรรทัดหรือแอปที่เชื่อถือได้ วัด 3 ครั้งเอาค่าเฉลี่ย
- เลนส์โปรเกรสซีฟทุกชนิด – ให้ผู้เชี่ยวชาญวัดด้วยเครื่องโดยตรง ไม่มีทางเลี่ยง
- ค่าสายตาสูงกว่า ±5.00 – ต้องวัดโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
- ถ้าใส่แว่นแล้วปวดหัวหรือเมื่อยตา – ลองขอให้ตรวจสอบค่า PD ก่อนสงสัยค่าสายตา
การตัดแว่นที่ดีคือการรวมกันของค่าสายตาที่วัดถูกต้อง ค่า PD ที่แม่นยำ กรอบที่พอดีใบหน้า และช่างที่มีประสบการณ์ ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อว่าแว่นคู่นั้นจะใส่สบายตลอดทั้งวันหรือไม่
แหล่งอ้างอิง
- World Report on Vision (2019) — World Health Organization (WHO)
- Prevalence of Refractive Error in the United States, 1999–2004 (2008) — Archives of Ophthalmology
- ZEISS Vision Care — Progressive Lens Technology — Carl Zeiss AG
- Comparison of progressive addition lenses by quantitative comparison of visual acuity, reading speed, and satisfaction (2009) — Optometry and Vision Science
- Digital Eye Strain Report (2016) — The Vision Council
