ค่าสายตา -6.00D ขึ้นไปไม่ใช่แค่เรื่องเลนส์หนาหรือแว่นหนัก – มันหมายความว่ากระบอกตายืดยาวผิดปกติจนส่งผลต่อโครงสร้างของตาทั้งหมด งานวิจัยจากญี่ปุ่นปี 2026 ชี้ว่าผู้มีสายตาสั้นมากมีความเสี่ยงจอประสาทตาหลุดลอกสูงถึง 12-22 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีสายตาสั้น ตัวเลขนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลข – มันเปลี่ยนวิธีที่ควรดูแลตาตั้งแต่วันนี้
สายตาสั้นมาก คืออะไร
ในทางการแพทย์ สายตาสั้นแบ่งระดับความรุนแรงชัดเจน สายตาสั้น “ปกติ” คือ -0.50D ถึง -5.75D ส่วน “ระดับสูง” หรือ High Myopia เริ่มต้นที่ -6.00D ขึ้นไป
สิ่งที่เกิดขึ้นในดวงตาคือกระบอกตายืดยาวเกินขนาดปกติ เมื่อความยาวแกนตา (Axial Length) เกิน 26 มิลลิเมตร ผนังตาและจอประสาทตาจะถูกดึงบางและตึงอยู่ตลอดเวลา ไม่ต่างจากถุงที่ถูกยืดจนบางมากเกินไป ผนังบางนี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ตามมา
ในไทย ประชากรกว่า 54% ที่อายุเกิน 60 ปีมีปัญหาการมองเห็น ส่วนหนึ่งเกิดจากสายตาสั้นสูงในวัยเด็กที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง สัดส่วนนี้สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก
ความเสี่ยงที่งานวิจัยยืนยัน
ข้อมูลที่น่าตกใจจากงานวิจัยหลายชิ้นในปี 2026 คือความเสี่ยงไม่ได้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามค่าสายตา แต่กระโดดสูงมากหลัง -6.00D
จอประสาทตาหลุดลอก – ความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้
จอประสาทตาหลุดลอก (Retinal Detachment) คือภาวะที่จอประสาทตาแยกออกจากผนังตา ถ้าไม่ผ่าตัดแก้ไขทันจะสูญเสียการมองเห็นถาวร งานวิจัยจากญี่ปุ่น 2026 วัดความเสี่ยงไว้ดังนี้
- สายตาสั้นมาก เสี่ยงจอประสาทตาหลุดลอก 12-22 เท่า เมื่อเทียบกับคนไม่สั้น
- ทุก 1.00D ที่เพิ่มขึ้นเกิน -3.00D ความเสี่ยงเพิ่มอีก 10%
- กลุ่มอายุ 19-25 ปีที่มีสายตาสั้นมากแล้ว 4.8% พบรอยฉีกขาดในจอประสาทตาแล้ว แม้จะยังไม่มีอาการ
อาการเตือนต้องรู้จัก คือ เห็น “แมลงวันลอย” เพิ่มขึ้นกะทันหัน เห็นแสงแวบในลูกตา หรือมีเงาดำลอยปิดมุมการมองเห็น – อาการเหล่านี้คือสัญญาณฉุกเฉิน ต้องพบจักษุแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง
ต้อหิน ต้อกระจก และโรคตาอื่นที่เพิ่มตาม
จากข้อมูลงานวิจัยญี่ปุ่น 2026 ที่รวบรวมผลการศึกษาหลายชิ้น ผู้มีสายตาสั้นมากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นดังนี้
| โรค | ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น (เทียบกับสายตาปกติ) |
|---|---|
| ต้อหิน (Glaucoma) | 2.9 – 14 เท่า |
| ต้อกระจก (Cataract) | 2.9 – 5 เท่า |
| จอประสาทตาหลุดลอก | 12 – 22 เท่า |
| จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม | สูงขึ้นมีนัยสำคัญ |
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เพื่อทำให้กลัว แต่เพื่อเน้นว่าการดูแลสายตาสั้นมากต้องจริงจังกว่าแค่ไปตัดแว่นเฉยๆ
เลนส์สำหรับค่าสายตาสูง – ทำไมถึงไม่ใช่เลนส์ธรรมดา
หลายคนที่ค่าสายตา -7 หรือ -8 ยังใช้เลนส์ราคาถูกที่บางมาตรฐาน นั่นคือปัญหา เพราะเลนส์ที่ไม่เหมาะทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักกว่าปกติ และเพิ่มความเมื่อยล้าให้กับตาที่เปราะบางอยู่แล้ว
ดัชนีหักเหแสง (Refractive Index) คืออะไร
ดัชนีหักเหแสงบอกว่าเลนส์หักเหแสงได้มากแค่ไหนต่อความหนาที่เท่ากัน ตัวเลขสูงขึ้น เลนส์บางลง สำหรับค่าสายตาเดิม
- Index 1.50 – เลนส์มาตรฐาน เหมาะกับค่าสายตา 0 ถึง -2.00D
- Index 1.60 – บางขึ้น เหมาะกับ -2.00D ถึง -4.00D
- Index 1.67 – บางสำหรับค่าสายตา -4.00D ถึง -6.00D
- Index 1.74 – บางที่สุด แนะนำสำหรับ -6.00D ขึ้นไป
ข้อมูลเชิงเทคนิคจากญี่ปุ่น 2026 ระบุว่า เลนส์ index 1.74 ทำให้ความหนาขอบเลนส์บางกว่าเลนส์มาตรฐาน 1.50 ถึง 60% สำหรับค่าสายตา -8.00D นั่นหมายความว่าน้ำหนักที่กดบนจมูกและหูลดลงมาก ใส่ได้นานขึ้น และกรอบแว่นบิดเบี้ยวน้อยลง
เลนส์ Aspherical Design ช่วยอะไร
เลนส์สำหรับค่าสายตาสูงที่ดีต้องมีการออกแบบ Aspherical (อสมมาตร) ที่ลด Aberration หรือความบิดเบี้ยวของภาพโดยเฉพาะขณะมองด้านข้าง เลนส์มาตรฐานที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับสายตาสูงจะให้ภาพที่ดีตรงกลาง แต่ขอบภาพบิดเบี้ยว กล้ามเนื้อตาต้องทำงานชดเชยตลอดเวลา
เลนส์ ZEISS มีเทคโนโลยีออกแบบเฉพาะบุคคล (Individual Lens Design) ที่คำนวณตำแหน่งเลนส์ ระยะห่างจากกระจกตา และมุมของกรอบ เพื่อให้ภาพคมชัดในทุกมุมมอง ไม่ใช่แค่ตรงกลาง จากประสบการณ์การให้บริการลูกค้ากว่า 10,000 ราย ที่ร้านพบว่าลูกค้าค่าสายตาสูงที่เปลี่ยนมาใช้เลนส์ ZEISS high-index รายงานว่าตาล้าลดลงชัดเจนใน 2-3 สัปดาห์แรก
สิ่งที่ต้องทำเมื่อค่าสายตาเกิน -6.00D
ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติที่แตกต่างจากคนสายตาสั้นทั่วไป
- ตรวจตาทุก 6 เดือน แทนที่จะปีละครั้ง เพราะความเสี่ยงรอยฉีกขาดในจอประสาทตาอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการนำ
- แจ้งประวัติค่าสายตาสูงก่อนทุกการผ่าตัด รวมถึงการผ่าตัดต้อกระจกและ LASIK – ข้อมูลนี้เปลี่ยนแผนการรักษา
- ระวังกิจกรรมกระแทกแรง การกระแทกที่ดวงตาเพิ่มความเสี่ยงจอประสาทตาหลุดลอกในกลุ่มนี้มากกว่าคนทั่วไป
- เลือกเลนส์ให้เหมาะกับค่าสายตา ไม่ใช่แค่เลือกตามราคา เลนส์ที่ผิดเพิ่มภาระให้ตาในระยะยาว
การตรวจวัดสายตาที่ถูกต้องสำหรับค่าสายตาสูง
ค่าสายตาสูงต้องการการวัดที่ละเอียดกว่าปกติ ไม่ใช่แค่ “อ่านตัวอักษรได้ชัดชั้นไหน” แต่ต้องวัด Binocular Vision, Pupillary Distance (PD) อย่างแม่นยำ และประเมินว่าเลนส์แบบไหนให้ภาพที่ดีที่สุดสำหรับค่าสายตาของแต่ละคน
เทคโนโลยี ZEISS i.Scription วัดค่าสายตาได้ละเอียดถึง 0.01 ไดออปเตอร์ ต่างจากการวัดแบบดั้งเดิมที่วัดได้แค่ 0.25 ไดออปเตอร์ต่อขั้น สำหรับค่าสายตาสูงที่ความแม่นยำสำคัญมาก ความต่างของ 0.01D สามารถเปลี่ยนความคมชัดและลดอาการตาล้าได้จริง
การเลือกร้านตัดแว่นที่เหมาะสมจึงสำคัญโดยเฉพาะสำหรับผู้มีค่าสายตาสูง ร้านที่มีเครื่องมือวัดครบชุดและเลนส์ ZEISS ครบทุก index จะทำให้ได้เลนส์ที่ตรงกับสายตามากที่สุด
สรุป
สายตาสั้นเกิน -6.00D เป็นสภาวะที่ต้องดูแลอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ตัดแว่นให้มองชัดแล้วจบ ความเสี่ยงจอประสาทตาหลุดลอกที่สูงถึง 12-22 เท่า และต้อหินที่เสี่ยงขึ้น 3-14 เท่า ล้วนเป็นเหตุผลที่ต้องเลือกเลนส์อย่างพิถีพิถัน ตรวจตาบ่อยขึ้น และเลือกร้านที่มีความสามารถวัดและผลิตเลนส์สำหรับค่าสายตาสูงโดยเฉพาะ
แว่นสายตาที่ถูกต้องสำหรับค่าสายตาสูงไม่ใช่แค่เรื่องสวยงาม แต่เป็นเรื่องการปกป้องดวงตาในระยะยาว เริ่มต้นที่การวัดสายตาที่แม่นยำและเลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับสายตาสูงโดยเฉพาะ
